Last updated on Wednesday 19 2006  
 

ผู้จัดการรายสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1012 วันที่ 24 -30 เมษายน 2549

‘เอแบค’ เปิดตลาดดอกเตอร์ OD  สร้างแต้มต่อ CEO ยุคไฮสปีค

          เอแบคโหนกระแสการพัฒนาองค์กร บุกเบิกหลักสูตรปริญญาเอก ‘DMOD’ ชี้จุดเด่น ‘action research’  วิจัยจากการลงมือจริง  ได้ทั้งด๊อกเตอร์  ได้ทั้งองค์กรหลังการเปลี่ยนแปลง


          ‘เอแบคเปิดสอน OD&M (Organization Development & Management) มา 9 ปีและกำลังจะขึ้นปีที่ 10 จึงอยากมีโปรแกรมต่อยอดให้กับผู้บริหาร “ดร.กิตติ  โพธิกิตติ  ผู้อำนวยการบัฒฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)  กล่าวถึงที่มาของหลักสูตร Doctor of Management in Organization Development (DMOD) หลักสูตรปริญญาเอกที่เพิ่งเปิดล่าสุด


          ที่ผ่านมาจะพบว่าผู้บริหารระดับสูงจนถึงผู้บริหารระดับกลางขององค์กรข้ามชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการสร้างภาวะผู้นำมากขึ้น ขณะที่องค์กรไทยเป็นระดับเจ้าของกิจการมาเรียนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลง และพัฒนาองค์กรให้ทันกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เกิดขึ้นและให้ทัดเทียมกับ
คู่แข่งข้ามชาติซี่งระยะ 2-3 ปีนี้แม้แต่รัฐวิสาหกิจเองก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน


“เราบุกเบิก เพราะเห็นว่าขณะนี้บ้านเราขาดอะไร และจะเติมเต็มตรงนั้นเราเห็นเทรนด์ของโลกจากสภาพแวดล้อมและ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เห็นว่าเมืองไทยควรปรับอะไรและสิ่งที่ขาดคิดว่าขาดทั้งองค์ความรู้และบุคลากร”


 หลักสูตร DMOD มีเนื้อหาประกอบด้วย คอร์สเวิร์ก ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐาน การพัฒนาองค์กร จากนั้นจะเชิญอาจารย์ จากต่างประเทศมาบรรยาย แล้วจึงให้นักศึกษา ได้ระดมความคิด เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในเมืองไทยประสบการณ์
ที่สัมผัสได้จากการทำงานจริง ก่อนที่จะลงมือทำวิจัยงานวิจัยนี้จะเป็น action research ที่ไม่ใช่การทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์ แล้วทดลอง แต่จะเป็นการวางนโยบาย  แล้วลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้องค์กรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยศึกษาว่าลักษณะการบริหาร การปรับเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ ๆ สามารถทำให้คนในองค์กรเข้าใจ และรวมกันเป็นหนึ่งได้หรือไม่โดยนำผลที่ได้มาเขียนผลการศึกษาและอาจพัฒนาไปเป็นกรณีศึกษาต่อไป

ดังนั้นอาจเรียกได้ว่าหลังจากจบการศึกษาแล้ว ว่าที่ดอกเตอร์จะไม่ใช่ได้เพียงปริญญาเท่านั้น แต่จะได้องค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วด้วย ได้เรียนรู้จากผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร


ดร.กิตติ กล่าวว่า เอแบควางแผนเปิดหลักสูตร DMOD มา 2-3 ปีแล้ว หลังจากพบว่า มีผู้บริหารสนใจ ต่อยอดองค์ความรู้ดังกล่าว แต่ไม่สามารถ ไปศึกษาต่อ ในต่างประเทศได้ เพราะติดข้อจำกัด เรื่องระยะเวลา ในการเรียน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มี สถาบันใดที่เปิดสอนหลักสูตรนี้

 


      ดังนั้นระยะเวลาที่ผ่านมาเอแบคจึงไปศึกษาหลักสูตรจากต่างประเทศ รวมถึงปรึกษากับพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรอาทิ  Pepperdine University, Harvard University.,  International Organization Development Association และนำมาปรับหลักสูตร ให้เข้ากับการบริหารขององค์กรไทย


 “เราต้องพัฒนาบุคลากรของเราด้วย เพื่อสร้างความพร้อม และศึกษาว่าในประเทศ และต่างประเทศมีความต้องการอย่างไร ทิศทางของวิชาการจะไปในแนวไหนดูความเหมาะสมด้วย”
เขาเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายหลัก  จะเป็นนักบริหารทั้งองค์กรเอกชนและรัฐวิสาหกิจ  และก็เป็นไปได้ทั้งนักบริหารรุ่นเก่าที่ต้องการปรับเปลี่ยนองค์กร และนักบริหารรุ่นใหม่ ที่จะต้องเตรียมความพร้อม ก่อนเข้ารับตำแหน่งงาน บริหารที่สูงขึ้นในอนาคต
รองมาคือนักวิชาการ และคนจากองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร รวมถึงที่ปรึกษาทางธุรกิจ ซึ่งในเบื้องต้น ได้กำหนดประสบการณ์ของผู้ที่จะเข้าเรียนด้วยว่า  ควรทำงาน ด้านบริหารมาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เพื่อจะได้เห็นว่า สิ่งที่ทำกับทฤษฎีที่ศึกษา มีจุดต่างอยู่ตรงไหน และตนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร


          สำหรับการเรียนในหลักสูตรนี้จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีศึกษาทั้งหมด 54 หน่วยกิต ซึ่งครอบคลุมการเรียนคอร์สเวิร์ก  วิจัย เวิร์ชอป และประชุมวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์หลายรูปแบบ
          ขณะที่การดูแลนักศึกษา จะมี 2 ส่วน คือ Advisor ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำ ของเอแบค ซึ่ง แต่ละคนจะดูแลศึกษาประมาณ 1-2 คนเท่านั้น และอีกส่วน คืออาจารย์จากต่างประเทศเป็น Co-Supervisor ซึ่งเป็น ฝ่ายสบันสนุน ให้หลักสูตรนี้ สามารถรับศึกษาได้สูงสุด 15 คน แต่ ดร.กิตติ  กล่าวว่า ถ้ามีเรียน 7-8 คน ถือว่าเพียงพอ เพราะการเรียนปริญญาเอก  ผู้บริหารต้องทุ่มเท อย่างมาก


เชื่อว่า อนาคตใน 2-3 ปีข้างหน้า อาจจะมีการเปิดกันมากขึ้น เพราะปัจจุบัน การนำเสนอหลักสูตรใหม่ๆ สู่ตลาดค่อนข้างรวดเร็ว ประกอบกับปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลง จากต่างประเทศที่เข้ามา ทำให้องค์กร ต้องสร้างความพร้อมของ บุคลากรให้ครบทุกด้าน”
ดร.กิตติ  ยังกล่าวอีกว่าหัวใจของงานบริหาร ในอนาคตผู้นำองค์กร ต้องสามารถสร้างให้พนักงาน รู้สึกว่าการมาทำงาน เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่เพียงการมาทำงาน เพื่อรับเงินเดือน และต้องสร้างผลงาน ประหนึ่ง เป็นเจ้าของกิจการ ยังกล่าวอีกว่า หัวใจของงานบริหารในอนาคต ผู้นำองค์กรต้องและต้องสร้างผลงาน ประหนึ่ง เป็นเจ้าของกิจการ ยังกล่าวอีกว่า หัวใจของงานบริหารในอนาคต ผู้นำองค์กรต้องสามารถสร้างให้พนักงานรู้สึกว่า การมาทำงาน เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่เพียงการมาทำงาน เพื่อรับเงินเดือน และต้องสร้างผลงานประหนึ่ง เป็นเจ้าของกิจการ


          ดังนั้นแม้ว่าวันนี้กระแสของเรื่องเหล่านี้จะเริ่มเห็นมากขึ้นในส่วนงานด้าน HR แต่อนาคตจาก การศึกษาหลายองค์กรธุรกิจต่างชาติจะพบว่า มีการแยกหน้าที่นี้ออกจาก HR ชัดเจน ดังนั้นเอแบค ในฐานะสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งขององค์ความรู้ เชื่อว่านอกจากป้อนนักบริหารที่มีความรู้เรื่องนี้แล้ว ต้องสร้างคนที่ยังไม่ใช่นักบริหาร ให้ก้าวไปเป็นนักบริหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวด้วย

Assumption University of Thailand - www.au.edu
Bangkok 10240 Thailand Tel. (662) 723-2100-3 / Webmaster