รหัสชีวิต
เรื่อง : รมณ รวยแสน
ภาพ : ศุภกฤต คุ้มกัน
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมือง ที่มีความขัดแย้ง มีคำถามมากมาย แต่มัก ไม่มี คำตอบ การได้พูดคุย กับบุคคล ที่มาจาก แวดวงการศึกษา ด้านสันติวิธี ก็เป็นโอกาส ลดคำถาม ที่เคยว่างเปล่านั้น ไปได้บ้าง
ชื่อของ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช อาจารย์จากศูนย์ศึกษา และพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งใน ทีมวิทยากร การอบรม เกี่ยวกับ การจัดการ ความ ขัดแย้ง ด้วยสันติวิธี ให้กับองค์กรต่าง ๆ และยังทำงาน เกี่ยวข้อง กับการ แก้ไขปัญหา ความไม่สงบ ในสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ จึงนำมาสู่ การ สัมภาษณ์ครั้งนี้
งานที่ทำอยู่ตอนนี้คืออะไรบ้างคะ
เป็นอาจารย์ ที่ศูนย์ศึกษา และพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล (ศพส.) ในส่วนปริญญาตรี เปิดปีนี้ เป็นปีแรก แต่ เวลาเปิด กระชั้นไป ทำให้ นักศึกษา ยังลงทะเบียนไม่ทัน จึงยังไม่มี การเรียน การสอน และ ในช่วง ปีสองปีนี้ จะเปิดหลักสูตร ปริญญาโท ตอนนี้ กำลังร่าง หลักสูตรตัว ศพส. ตั้งขึ้นมา จากเหตุการณ์ ความไม่สงบ ในสามจังหวัด ภาคใต้ ฉะนั้น งานหลัก ของผม อย่างหนึ่งคือ ทำงาน เกี่ยวกับ เรื่องภาคใต้ เพราะศูนย์ฯ ให้การ สนับสนุน โครงการ การพัฒนา ทั้งด้าน เศรษฐกิจ และการเสริมสร้าง ความรู้ ทางด้าน สันติวธี จริง ๆ มีคนที่ดูแล เรื่องนี้อยู่ ส่วนผมมาช่วย
เรียนมาทางด้านไหน
ผมจบเตรียมวิศวะ จากสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ อยากเรียนวิศวะ แต่ สอบติด คณะวิทยาศาสตร์ ก็เลยเปลี่ยน ไป เรียนบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรียนจนจบ แล้วไปทำธุรกิจ ของ ครอบครัว ได้ปีกว่า ๆ รู้สึก ไม่ใช่ทางของเรา แม้จะ ทำได้และสนุก แต ่อยากทำ อย่างอื่น ที่เกี่ยวกับ สังคม มากกว่า ที่บ้านทำธุรกิจ เกี่ยวกับ บริษัท ก่อสร้าง เกี่ยวกับทางด่วน ท่าเรือสะพาน แล้วก็ มีโรงแรม ปั๊มน้ำมัน
ในที่สุด ผมเลือกเรียน ต่อปริญญาโท ที่สเปน เกี่ยวกับ สันติภาพ และการพัฒนา ศึกษา (Pece and Development Studies) ตอนนั้น อายุ ประมาณ 20 กว่า ๆ กำลัง ไฟแรง รู้สึกอยากจะช่วย ปกป้อง โลกแบบ ซูเปอร์แมน ตอนไป ก็ไปแบบ ใส่แว่น สีชมพู โลกสดใส คือคิดกว่า Pece ก็ต้อง เป็นสีชมพู ไปด้วย
ทำไมถึงสนใจเรียนต่อด้านสังคม
ช่วงหนึ่ง ที่ช่วยงาน ธุรกิจก่อสร้าง ของครอบครัว บางโครงการ ก็ไปเจอ การคอร์รัปชัน ค่อนข้างเยอะ บางคน ก็อยู่ในฐานะ ที่เราเลื่อมใส เรื่องนี้ ทำให้ เรา เสียเซลฟ์ เพราะเป็นคน แบบที่ อะไรก็ได้ แต่ เรื่องคอร์รัปชัน ไม่ค่อยยอม ก็มีผล ทำให้ทำงาน ไปด้วยความไม่สบายใจ แล้วก็ จะค่อนข้าง ต่อต้าน เขา ซึ่งเขาก็ ต่อต้านเราด้วย ก็เลย คิดหาอย่างอื่น ทำดีกว่า ก็ลงตัว ด้วยการเรียนต่อ ปีแรกๆ ก็สนุก สุดเหวี่ยง เพราะ ไม่เคยเจอ เพื่อน ที่ หลากหลาย ขนาดนี้ จริง ๆ ก็เรียน จากเพื่อนมากกว่า ในห้องเรียน เพื่อนรุ่น เดียวกัน แต่ละคน มาจากจุดฮอต ๆ ทั้งนั้น บางคนผ่าน สงครามโคโซโว จาก ประเทศ ยูโกสโลวาเกียเก่า บางคน ผ่านสงครามปาเลสไตน์ หรือ มาจาก เวสเทิร์นซาฮาร่า ดินแดน จากทางใต้ โมร็อกโก ซึ่งโมร็อกโก ก็เข้า ไปสวม ดินแดน พวกเขา จึงกลายเป็น คนกลุ่มน้อยไป
พวกเขา ส่วนหนึ่ง เป็นเอ็นจีโอ บางคน ก็มาคล้าย ๆ ผม คือจบฟิลด์ด้าน อื่น มา วิศวะบ้าง หมอบ้าง ก็อยาก มา เรียน มีคนมาจากอเมริกาใต้เยอะ เป็นจุด ที่มีปัญหา เยอะเหมือนกัน ทั้งเรื่อง ยาเสพติดและมาเฟีย
พอจบปริญญาโท แล้วก็เรียนต่อ ปริญญาเอก ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ ปริญญา เอก มีการ ปรับโครงสร้าง หลักสูตร ต้องเรียนปริญญาโท อีกฉบับหนึ่ง Pece, Conflict and Development ต้องเรียนต่อ เนื่อง จนจบปริญญาเอก ใน หลักสูตร Philosophy of Pece, Conflict and Democracy
ตอนแรก ไปเรียนด้วย แว่นสีชมพู แล้วเปลี่ยนสีตอนไหน
พอไป จริงๆ ก็ได้เห็นว่า...สังคมไหน ๆ ก็มีเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน อย่าง คน ทำงานหนัก ก็ไม่ค่อย ได้รับการดูแล บางคน อาจจะไม่ได้ ทำจริง แต่รู้จักพูด ก็จะได้รับการ สนับสนุนดี ไม่ว่าจะเป็น งานด้านสันติภาพ หรืองานไหน ๆ ก็ตาม บางคนเลีย เจ้านายเยอะ ๆ ก็ค่อนข้าง จะได้ดี มันมีอยู่ใน ทุกสังคม เราก็เรียนรู้ มากขึ้นเรื่อย ๆ ได้เห็น จากการทำงาน ร่วมกัน
ได้เรียนรู้อะไรจากเพื่อน
ประสบการณ์ จากเพื่อน ก็เป็นเรื่องดี ทุกอย่าง ถ้าเราเรียนรู้ เพราะเรา ไม่เคยเห็น และมีโอกาส น้อยที่จะไปสัมผัส ด้วยตัวเอง คนที่ ผ่าน ประสบการณ์ตรง มาด้วย ตัวเอง เขาไม่ใช่ แค่เห็น หรือได้ยิน แต่มัน มี ความรู้สึก ด้วย อย่างถ้า เราอ่านข่าว ความขัดแย้ง ในประเทศต่าง ๆ เรา ไม่อาจ มีความรู้สึก เท่ากับ คนที่อยู่ในข่าวนั้น ฉะนั้นการ ได้รับฟัง จาก ปาก ของเพื่อนเอง มีการแลกเปลี่ยน ความคิด ด้วย เพื่อนร่วมชั้น
|

พูดถึง ปัญหา ความไม่สงบ ทาง ภาคใต้ของไทย กันอย่างไรบ้าง
ในห้องเรียนปัญหา นี้ไม่เป็นที่ น่าสนใจเท่าไหร่ เพราะถ้า ถาม จากประสบการณ์ ส่วนตัว ที่ผม เป็นคน เดินทางเยอะ และอยู่ ในหลายประเทศ คนไทย พูดกัน เยอะว่า เดี๋ยวต่างประเทศ ไม่ ยอมรับ แต่ประสบการณ์ ส่วนตัว ผมรู้สึกว่า คนในต่างประเทศ ไม่ได้สนใจ ประเทศเรา ขนาดนั้น อาจจะ สนใจบ้าง สำหรับ คนที่ต้องการ ศึกษา เบื้องหลัง เพื่อลงทุน แต่ ภาพ โดยรวม ประเทศเรา ไม่ได้ สำคัญ ในสายตาชาวโลก เท่าใดนัก ไม่ต้องกังวล เรื่อง ภาพพจน์ไทย ในสายตาชาวโลก สิ่งที่ต้องทำ คือ ทำอย่างไร ให้มันน่า อยู่สำหรับ คนไทย ก็แล้วกัน
ถ้ามอง กรณีนี้แล้ว เป็นเรื่องแก้ยากหรือง่าย
ส่วนตัว คิดว่ายากมาก เพราะ ความขัดแย้ง มันเกิดจาก ความ ไม่เข้าใจกัน ในกรอบ ของวัฒนธรรม ไม่ใช่ ชาวบ้าน กับชาวบ้าน ไม่เข้าใจกัน แต่รัฐ ไม่เข้าใจ ความเป็นอยู่ ของชาวบ้าน เป็นความไม่เข้าใจ ทางวัฒนธรรม ฉะนั้น ระบบ การศึกษา ของรัฐ ก็ไม่เข้าใจ คนส่วนอื่นที่ไม่ใช่ทางใต้ ก็จะ ไม่เข้าใจ ว่า ทางใต้ เกิด อะไรขึ้น ความจริง เป็นอย่างไร เพราะไม่มี ข้อมูล ในการ ศึกษา อันนี้เป็น สาเหตุ ของการแก้ยาก
ปัญหา ความขัดแย้งนี้ ไม่ใช่ การ ขัดแย้ง ระหว่าง ผู้ก่อการร้าย เท่านั้น มันเป็น ความ ขัดแย้ง ระหว่าง บุคคล ต่างเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ผ่านการ ได้รับการ กดขี่หรือรู้สึกว่า ได้ รับการ กดขี่ จากรัฐ มานาน ตั้งแต่ ช่วง หลายร้อย มาแล้ว ฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้ มัน ฝังอยู่ ในความคิด ของคนใน พื้นที่การ แก้ปัญหา ความ ขัดแย้ง มีหลายระดับ แก้ ให้ได้ ในระยะ เวลาสั้น ๆ 3 ปี 5 ปี ก็น่าจะเป็น การนำสังคม กลับสู่ ชีวิตปกติสุข ไม่ใช่ สันติสุขนะ คือ เพียง ใช้ชีวิต ได้ปกติ พออยู่ได้ คือ ตอนนี้ ไม่ปกติ แต่ ไม่ได้ หมายความ ว่า การได้ใช้ชีวิต อย่างปกติสุข จะก่อ ให้เกิด สันติสุข ได้ใน ระยะยาว มัน มี ขั้นตอน ต่อไป คือ อย่างน้อย ก็ต้องสร้าง ความเข้าใจ ให้รู้ คุณค่า ของวัฒนธรรม ดั้งเดิม ในท้องถิ่น จะได้ ไม่รู้สึก ว่าโดนดูถูก ทางวัฒนธรรม
อย่างที่สเปน ก็มี ความพยายาม ที่จะแบ่งแยก ดินแดน อยู่หลายรัฐ แต่ของเขา ก็ให้ ภาษาท้องถิ่น เป็นภาษา ราชการ หรือ จะเรียก ว่าภาษา ใช้งาน ก็ได้ และเขา ก็ยังคง ปกครอง แบบ รัฐเดียว ซึ่งมัน ก็ทำให้ ความหลากหลาย นั้น ได้รับ การยอม รับโดยรัฐ ก็จะทำให้ คนท้องถิ่น นั้น รู้สึกว่า ความเป็นอยู่ ของเขา ได้รับ การยอมรับ โดยรัฐนี้ เหมือนกัน
อย่างบ้านเรา ถ้าเขาจะใช้ภาษามลายูในการ พูดคุย ก็เป็นเรื่องปกติ ตัวหนังสือ ถ้า จะใช้ ตัวยาวี มาเขียน เป็นป้าย ก็น่า จะได้ ถ้าเขา อ่านแล้ว เขาเข้าใจ เรื่องภาษา ถ้า ไม่นับรวม เรื่องการ ใช้อำนาจ ของรัฐแล้ว จุดประสงค์แรก ของภาษา คือการสื่อสาร ตราบใด ที่รัฐสามารถ จะสื่อสาร กับชาวบ้านได้ ก็ยังอยู่ ร่วมกัน เป็นรัฐและ ประชาชนได้ แต่ถ้ารัฐ ทำไม่ได้ ประชาชน ก็จะถูก แบ่งแยก ไปโดย ปริยาย
สรุปคือยาก เพราะต้อง ทำความเข้าใจ กับคนหลายๆ ส่วน ถ้าจะแก้ไข ให้เกิดสันติภาพ ที่ยั่งยืน อาจต้องใช้ เวลา หลายสิบปี หรือเป็นร้อยปี
แรงดึงดูด ใจที่ทำให้ คุณทำงาน ด้านความ ขัดแย้งคืออะไร
แม้เรื่องเรียน จะเป็นเรื่อง บังเอิญ แต่งาน ที่ทำไม่ใช่เป็นเรื่อง ที่เกี่ยว กับสันติภาพ อย่างเดียว แต่เป็น เรื่องของ ประชาชน เรื่องของชาวบ้าน จริง ๆ แล้ว ในระบอบ ประชาธิปไตย ประชาชนก็เป็นผู้ปกครองด้วย ดังนั้นการ ได้ทำงานร่วม กับประชาชน ก็เหมือนได้ ทำงาน กับผู้ปกครองรัฐ มันเป็น อุดมคติมากกว่า ประชาชน ต้อง ปรับโหมด ทีละนิดว่าจริง ๆ แล้วประชาชน เป็นใหญ่ ก็อยู่ในส่วนที่ เสริมสร้าง อาวุธทาง ปัญญา ให้กับ ประชาชน เรื่องสิทธิมนุษยชน รักษา ของความเป็นมนุษย์ ของตัวเอง ถ้าว่า เป็นอุดมการณ์ เดี๋ยวจะดู ยิ่งใหญ่ไปเป็น อุดมคติที่ชอบ ที่อยากทำ
มีวิธี อยู่กับความขัดแย้ง ตลอดเวลาได้อย่างไร
จริง ๆ ความขัดแย้ง มันมีอยู่ ทุกที่ เพียงแต่เรา จะเอาตัวเข้าไป เกี่ยวพัน กับมัน หรือจะอยู่เฉย ๆ (แล้วอยู่กับมันอย่างไร) อยู่ธรรมดา ๆ ครับ มันไม่ได้ แปลกประหลาด เพียงแต่ว่า ถ้า เราเห็นว่า เราทำอะไร ได้ เราก็ทำ
ความขัดแย้ง เป็นธรรมชาติ ของมนุษย์ เกิดขึ้น ทั่วไป บางทีตัวเราเอง ก็ขัดแย้ง กับ ตัวเอง ทั้งวัน ตั้งแต่เช้า การเรียนรู้ เรื่องการ แก้ไข ความขัดแย้ง เรียนรู้ โดย ธรรมชาติ ว่าจะ จัดการ อย่างไร อย่างวันนี้ จะใส่ เสื้อตัวไหน มันมีตลอด แต่บางที เรา มองข้ามไป ว่าเป็นความขัดแย้ง มีทั้งในตัวเอง ในบุคคลสองคน อย่างสามีภรรยา วงกว้างไปเรื่อย ๆ
ความขัดแย้ง ไม่ใช่ สิ่งที่ ไม่ดีเสียทีเดียว ถ้าเรารู้จัก แก้ไขอย่าง...จะบอกว่า สันติ วิธี ก็ดูจะเกร่อ แต่มัน ก็คือ สันติ วิธีและทำให้ถูก วิธีนอกจาก จะไม่ทำให้ เกิด ความ รุนแรง แล้ว ยังสามารถ นำมา ซึ่งการ สร้างสรรค์ใหม่ ๆ หรือแนวทางใหม่ ๆได้
|