Last updated on Monday  28 2006
 

กรุงเทพธุรกิจ : จุดประกาย วันพุธที่ 26 กรกฏาคม 2549

 

 

Entertainment Talk ภาสกร ประมูลวงศ์

             ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ตัวอักษรที่สะกดว่า ภาสกร ประมูลวงศ์ นั้น ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในสื่อช่องไหน...แต่หลายคนรู้กันดีว่านามของผู้ชายคนนี้ปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่องในสิ่งพิมพ์ของหลายค่ายยักษ์ใหญ่ เขามีงานเขียนทุกสัปดาห์กับ ‘เนชั่นฯ’...แปลงานอย่างต่อเนื่องกับ ‘ค่ายมติชน’...ออกหนังสือกับ ‘ค่ายอมรินทร์ฯ’ ก็เคย...เคยจัดรายการกับวิทยุของ ‘แกรมมี่’ ยังไม่นับว่า ถูกเชิญไปบรรยายพิเศษอีกเท่าไร...พ้นจากนี้ก็ยังเคลื่อนไหว จริงจังกับงานโฆษณา และหนังสือสารคดีอีกมาก

             อ้อ วันไหน ‘ของขึ้น’ ก็ลุกจากเตียงมาแปลบทภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง
             คืนไหน ดวงแข็ง ก็คว้าแชมป์ ‘แฟนพันธุ์แท้’ รองเท้าผ้าใบ ของคุณปัญญา นิรันดร์กุล
             หากจะเอาความรู้ที่มีอยู่ในสมองของเขามาวางเรียงกัน ลานดิสคัฟเวอร์ ที่’จุดประกาย’ นับพบเขา คงจะมี space ไม่เพียงพอ

         .. .แต่นั้นไม่สำคัญเพราะหลายคนบอกว่าเขาคือผู้ชายใจดี (กว่าผู้พันแซนเดอร์ส ของ McDonald)...ใจกว้างกว่าแม่น้ำเทมส์ของอังกฤษ...แม้จะตัวใหญ่กว่าสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของแมนยูฯ
             ถามคน 10 คนก็มี 10 ความเห็นที่มีต่อตัวเขา
             แต่วันนี้เราให้เขาเป็นเขา...ภาสกร  ประมูลวงศ์!

  • ก่อนจะเป็น  ‘ภาสกร  ประมูลวงศ์’  ของวันนี้ เป็นอะไรมาก่อน?

             ผมเคยทำงานออฟฟิศ ไม่เชื่อใช่ไหมครับ ผมเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่ามันคงเป็นวิถีทางเดียวที่จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ท่านอยากให้ ผมมีชีวิตอย่างนั้น ก็ตามใจไปพักใหญ่ๆ
แต่เชื่อหรือเปล่าครับว่า การได้เรียน ได้ทำงานตามทางที่ พ่อแม่ปูเอาไว้ มันช่วยผมอย่างมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงที่ออกมาเป็นายตัวเอง มันเป็นพื้นฐานที่ดี อย่างน้อยเราก็รู้เรื่องธุรกิจ ถึงแม้จะไม่เซียน แต่ใครก็หลอกเราไม่ได้

  • คุณเรียนอะไรมา?ภาสกร

             ผมเรียนที่เอแบค ด้านบริหาร ทั้งๆ ที่ใจอยากเรียนจิตรกรรม ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมอยากได้ชื่อว่า เป็นลูกศิษย์อยู่ในรั้วของอาจารย์ศิลป์  (ศิลป์ พีระศรี)  ผมศรัทธาท่านมาก พอเรียนจบที่เอแบค ก็ทำงานเกี่ยวกับด้านที่เราเรียนมานั่นแหละ ผมเคยทำงานแผนกคอมพิวเตอร์ โรงงานผลไม้กระป๋อง เคยทำอยู่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์(แต่ไม่พ้นโปร)  ผมผูกไทสวยมาก อันนี้คนแถวสีลมเขารู้กันทั้งบ้าง

  • ได้ข่าวว่าคุณเคยทำงานที่ จอห์นสัน  &  จอห์นสัน ?

             ใช่ครับ ผมอยู่แผนก information technology เกี่ยวกับข้อมูลทางธุรกิจสำหรับประกอบ การตัดสินใจโน่นนี่ 2-3 ปีแรก มีความสุขมากๆ คิดจะยึดงานออฟฟิศไปตราบนานเท่านาน
แต่แล้ว วันหนึ่ง ผมก็เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมเราต้องรีบไปทำงานแต่เช้าตรู่ ทำไมเราต้องโกนหนวดหว่า ทำไมต้องประชุม ทำไมต้องเขียนรายงาน พอเขาส่งไปเมืองนอก ก็ถามตัวเองอีกว่าไปทำไม พอคำว่าทำไม มันมากเข้าก็ชักไม่สนุก ชีวิตไม่ควรจะมีเหตุผลเยอะขนาดนั้น
             ที่พูดมานี่ไม่ใช่ว่า จอห์นสันไม่ดีนะครับ สำหรับผมแล้วจอห์นสัน เป็นเสมือนโรงเรียนชีวิตที่ดีมากๆ ผมได้ทำงานกับคนเก่งๆ  มากมาย ถ้ามีน้องจบใหม่มาขอความเห็นว่า เขาควรสมัครงานที่ไหน ผมจะแนะนำจอห์นสันเป็นแห่งแรก
             ผมถามตัวเองว่า แล้วมันยังไงต่อวะ พอถึงจุดๆ หนึ่งเราก็จะคิดว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย เงินทองก็มีจนพอใจแล้ว จะเอาแต่หาเงินเหรอวะ ตรงนั้นก็พบว่าตัวเองมีหนังสือมากมาย กองพะเนินนอนรอให้อ่านอยู่ที่บ้าน ก็เลยพบว่าตัวเองมีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก

  • ความชอบตรงนั้นมีเรื่องสนุกๆ อะไรที่จำได้บ้างไหม

             มีอยู่วันหนึ่ง อยากอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมาก เลยโทรไปลางานว่า “วันนี้ งูเข้าบ้าน” (เล่าพลาง หัวเราะชอบใจ) คือถ้าบอกว่า ปวดหัวปวดท้องเนี้ย แลดูไม่ครีเอท แต่งูเข้าบ้าน เราก็ต้องจับมัน ต้องใช้เวลาเยอะ วันนั้นมีความสุขมาก

  • ตกลงไม่ได้ ‘จับงู’ แต่’ นอนอ่านหนังสือ‘ แทน?

             เออ...มีความสุขเหลือหลาย

  • หลักไมล์แรกในการขีดๆ เขียนๆ นั้น ‘ต้นทาง’ คือที่ไหน

             ตอนออกจากจอห์นสันมาไม่นาน ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่เมืองนอกแล้ว ทุกอย่างทำจนหมดแล้ว หลักฐานสถานที่เรียนได้หมด แต่เพื่อน 2-3 คนชวนไปช่วยเริ่มต้นกันทำหนังสือเล่มหนึ่งก็คือ a day ก็ไปช่วยกันคิด ก่อนจะออกเล่มแรก ตอนนั้นผมก็ตั้งใจไปช่วยทำช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้คิดจะอยู่นาน ตั้งใจไว้ว่าจะไปทำอะไรต่อ

  • คุณทำสารคดี แต่อีกด้านหนึ่งก็เขียนหนังสือ แปลหนังสือ อะไรคือสิ่งที่หล่อเลี้ยง จิตวิญญาณของคุณ?

             คำถามนี้ดีมาก  ผมอยากตอบว่า ผมชอบการเขียนหนังสือ มันคือการบำบัดเยียวยา ทั้งที่มันเป็น งานที่มีผลการตอบแทนต่ำ แต่มันมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ มันไม่ต้องยุ่งกับใครเลย ได้จัดการความคิด ตัวเอง หลายคนสงสัยว่า ผมเอาเวลาที่ไหนไปเขียนหนังสือ แปลบทหนัง แปลหนังสือ
             คืออย่างนี้ครับ ผมว่านะ เราทุกคนต่างมีเวลาว่างด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่บางที่เราลืม เวลาที่ผมตัดหนังเขาจะมีช่วงที่เรียกว่า Render  มันกินเวลาบางทีหลายๆ ชั่วโมงนั้นแหละครับ คือ  เวลาทอง
สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ
             ผมจะอ่านหนังสือหลายเล่มจบในช่วงเวลานั้น และตอนนั้นผมได้เขียนหนังสือ ผมได้คิดอะไรสะระตะมากมาย

  • งานเขียนพาคุณไปพบงานสารคดี หรือกรทำหนังสารคดีจูงมือคุณไปสู่โลกแห่งถ้อยคำ?

             ผลว่ามันมาไล่ๆ กันนะ ตอนเริ่มขีดๆ เขียนๆ ได้ดูสารคดีเยอะ ผมจำได้ว่ามีอยู่คนหนึ่งชื่อ ไมเคิล ปาแลง ซึ่งผมได้รับอิทธิพลมาจากเขาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามกับสรรพสิ่งรอบตัว การถ่ายทำ การตัดต่อ รวมถึงการเล่าเรื่อง ปาแลง เป็นหนึ่งในกลุ่มมอนตี ไพธอน ที่ตอนหลังไปทำงานกับ BBC

  • ยกตัวอย่างสักหนึ่ง ที่คุณชอบในงานของ ไมเคิล ปาแลง ได้ไหม

             ผมชอบ 80 วันรอบโลก ที่เขาเดินทางเลียนแบบหนังสือ หรือ อีกเรื่อง ที่เขาพาคนดูไปพบกับ สถานที่ในชีวิตของเฮมมิ่งเวย์ หรือ Pole to Pole ที่เขาเดินทางจากขั้วโลกหนึ่งไปอีกขั้นโลกหนึ่ง แต่งานที่ผมดูได้อย่างไม่รู้เบื่อคือ The Great Railway Journey มันคือการเดินทางไปบนรถไฟสายเก่า เพื่อค้นหารากแห่งต้นตระกูลตัวเอง เป็นการเดินทางช้าๆ ค่อยๆ ซึมซับรายละเอียดที่ผ่านมากับเส้นทาง เช่น พบคนเพี้ยนๆ หรือ การได้หยุดในร้านอาหารเล็กๆ แต่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศชนบท
ที่ผมชอบมากที่สุดคือ ตอนที่ปาแลง ไปพบกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ‘พวกบ้ารถไฟ’ คนในสังคมเล็กๆ นี้ เขาจะมีเพลงประจำกลุ่มที่ฟังแล้วขนลุก เนื้อเพลง กล่าวว่า... ชีวิตจะเร่งรีบไปทำไม จะถึงเร็วถึงช้า ยังไงก็ถึงที่หมายปลายทาง ข้อสำคัญคือ เราต้องเชื่อมั่นว่าปลายทางนั้นมีอยู่จริง อีกไม่นานคงถึงบ้าน บ้านที่มีคนรอคอยการกลับมาเสมอ

  • ไมเคิล ปาแลง ทำงานมากกว่าหนึ่งอย่าง คุณเองก็ทำงานหลายด้าน ทำหนังโฆษณา สารคดี เขียนหนังสือ แปลหนังสือ เคยจัดรายการวิทยุอีก น้ำหนักของ ‘อะไร’ที่อยู่ในน้ำหนักร่างกายของคุณมากที่สุด

             แล้วแต่วันครับ ก็แล้วแต่ช่วงเวลาว่าอะไรเข้ามาในตอนนั้น แต่ผมเห็นที่กับทุกงาน ไม่เคยมีแม้แต่สักครั้งเดียวที่ผมทำงานไม่เสร็จ หรือเสร็จในแบบลูกค้าไม่พอใจ

  • งั้นระหว่างเรื่องราวของเทคโนโลยี นวัตกรรม กับเรื่องของแวดวงศิลปะบันเทิง อะไรคือสิ่งที่คุณสนใจมันก่อน?

            พูดอยากครับ เปรียบง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า ถ้าผมเข้าร้านหนังสือ ผมจะไปดูหนังสือ arena ก่อน แล้วค่อยไปดูหนังสือ wired ก่อนจะไป entertainment weekly  นั่นแสดงว่าผมสนใจเรื่อง life style มันทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น รู้ว่าโลกกำลังหมุนไป ทางไหน arena มักจะมีบทสัมภาษณ์ดีๆ ให้เก็บเอาไปคิดต่อ ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเรื่องใหญ่ๆ มักจะไม่เกิดขึ้นทุกสัปดาห์

  • เวลาคนอ่านงานเขียนของคุณ จะพบว่าคุณมีความรู้บางอย่างที่น่าตื่นเต้น มีข้อมูลที่น่าสนใจ ชีวิตประจำเดือน ผู้ชายชื่อ ภาสกร ประมูลวงศ์ อ่านหนังสืออะไร?

             ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง ภาพภายนอกทุกอย่างดูดีอย่างที่เราชอบพูดกัน แต่จริงๆ แล้ว
เบื้องหลังของขับรถดี กินอยู่ดี ค่าตอบแทนค่อนข้างดีนั้นเรารู้ไหมว่าพวกเขาต้องทำงานหนักทางความคิดแค่ไหน ต้องเลิกงานดึก ไม่ได้กลับบ้าน 3-4 วัน เพราะต้องตัดต่อหนังจนกว่าลูกค้าจะพอใจ ต้องนอนออฟฟิคบ่ายๆ ต้องอะไรหลายอย่าง
เวลาผมทำโฆษณา น้องที่บริษัทจะบอกว่าผมเหมือนเป็นอีกคน หน้าตาจะยุ่งตลอด...ผมคิดว่าเด็กรุ่นใหม่บางคนไปมองแค่ภาพของพวกเขาว่าดูดี และอยากเป็นแบบนั้น โดยลืมไปว่า เราต้องใช้อะไรมากมายเพื่อไปแลกมันมา

  • วงการสิ่งพิมพ์ก็เป็น เคยมีเด็กบอกว่าอยากเป็นนักเขียนมาก พอบอกบางครั้งค่าเรื่องแค่ 1,500 บาท วิ่งหนีแทบไม่ทัน ประเด็นนี้คือ เด็กบางคนไม่ได้อยากเป็นนักเขียน แต่อยากดัง โดยใช้ ‘การเขียน’เป็น‘ช่องทาง’

                     มันน่าเศร้านะ ผมเคยเห็นเด็กบางคนพูดว่า เฮ้ย พี่ๆโฆษณารวยๆ เว้ย ทำโฆษณาดีกว่า แต่บอก ได้เลยว่าเลือดตาแทบกระเด็นไม่ง่ายหรอก กว่าจะขายงานลูกค้าผ่าน ทีนี้พอคนทำโฆษณา เขาผ่านงานของตัวเอง เมื่อว่างเขาก็อยากสบาย อยากกินดีๆ พักผ่อนสมอง คนก็เลยมองว่า คนโฆษณาชอบ ฟุ้งเฟ้อหรูหรา
จริงๆ ไม่ใช่เขาอยากพักผ่อน นี้ไม่ได้แก้ตัวให้ใครนะ ผมเองนะ เคยท้อสุดๆ ก็กับงานโฆษณา มันมีกระบวนการที่ซับซ้อน ผมเคยเหนื่อย เคยท้อแท้ พอคิดจบ ก็กลับมาทำมันให้เสร็จ แล้วก็ทำชิ้นต่อไป ท้อได้ครับ แต่ห้ามทิ้ง

  • งานโฆษณาเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ความสามารถ แล้วงานเขียนสื่อคืออะไร?

              มันคือหลายอย่างนะ แต่หนึ่งในนั้นมันคือการได้รับเกียรติ คิดดูว่า นายทุนเขาต้องลงทุนกี่พันล้านเพื่อทำสิ่งพิมพ์ วันหนึ่งเขาบอกเราว่า อะ คุณเขียนสองหน้านะ มันดีแค่ไหนครับ ที่เราจะมีโอกาสเขียนหนังสือให้คนได้อ่าน ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง ผมจึงเป็นเกียรติเสมอที่ได้รับหน้าที่นั้น อีกอย่างคือ สำหรับผมงานเขียนหนังสือคือการบำบัด

 

 
  • งานโฆษณาเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ความสามารถ แล้วงานเขียนสื่อคืออะไร?

              มันคือหลายอย่างนะ แต่หนึ่งในนั้นมันคือการได้รับเกียรติ คิดดูว่า นายทุนเขาต้องลงทุนกี่พันล้านเพื่อทำสิ่งพิมพ์ วันหนึ่งเขาบอกเราว่า อะ คุณเขียนสองหน้านะ มันดีแค่ไหนครับ ที่เราจะมีโอกาสเขียนหนังสือให้คนได้อ่าน ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง ผมจึงเป็นเกียรติเสมอที่ได้รับหน้าที่นั้น อีกอย่างคือ สำหรับผมงานเขียนหนังสือคือการบำบัด

  • งานแปล?

             งานแปลคือเรื่องที่เรารัก อธิบายอย่างนี้ดีกว่า งานเขียนคือวิ่ง 100 เมตร แต่งานแปลคือ
วิ่งมาราธอน หนังสือที่จะแปล ผมต้องรักมันก่อน ผมจะแปลเล่มที่ผมรัก อ่านแล้วชอบมาก เพราะเมื่อชอบมาก เราจะตั้งใจแปล

  • เหมือนแปลหนัง?

            ใช่ๆๆ เราเคยแปลหนัง เพราะดูแล้วชอบมาก โทรไปหาค่ายหนังบอกเขาเลย อยากแปล ไม่
เอาเงินก็ได้ ค่าแปลถูกๆ ก็ได้ ผมเป็นแบบนี้บ่อยๆ อ่านเล่มไหนชอบจะซื้อมาแปลหรือติดต่อบริษัทบอกว่า ขอลิขสิทธิ์ให้หน่อยนะ ได้โปรดเถอะ...ได้โปรด

  • งานแต่ละอย่างคงสร้างเสริม วุฒิภาวะ ให้กับเรา งานที่คุณเคลื่อนไหวอยู่ มันทำสิ่งนี้ให้แค่ไหน

            ได้มากเลย อย่างานโฆษณามันต้องตอบโจทย์ ต้องดีงามมันต้องทำแบบนั้น ลูกค้าบาง
เหมือนเอาอนาคตของสินค้ามาฝากเราไว้ (เขาหัวเราะ) เขาจะฝากความหวังไว้หนังเราต้องตอบโจทย์การขาย เราก็ต้องคิดแล้วว่าเราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้ message ไปสู่ใจคนซื้อได้ในแบบที่เราคิดว่าดีที่สุด เยี่ยมที่สุด และทำอย่างสุดกำลัง

  • อาทิเช่น...

            สมมติเรามีลูกอมเม็ดหนึ่งจะออกใหม่ โฆษณาสมัยนี้บางตัวอาจจะเอานี่ ลูกอม แต่ใน
สมัยก่อน เขาจะมีวิธีมาเล่า ลูกอมเป็นตัวการ์ตูน สตอว์เบอร์รี่ โอเล่เม็ดใหม่ (เขาฮัมให้ฟัง) หรืออย่าง ฮอลล์รสน้ำผึ้ง วิ่งหกล้ม มีชีวิตเปรียบเปรย หรืออย่างที่พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เคยทำ ไทยชูรส ชูดส้มตำ มันมีสไตล์ มีลายเซ็น

  • มีเรื่องมาเล่า มีวิธีส่งสาร

            ใช่ มันน่าจะเป็นแบบนี้นะ อันนี้พูดในฐานะคนดูนะเพราะผมก็ไม่ใช่คนทำงานโฆษณาเป็น
อาชีพ

  • แต่สมัยนี้ ดูจะหาหนังโฆษณาอย่างนี้ดูยากเต็มทน

            คงเพราะทุกอย่างมันต้องเร็วไปหมดมั้ง เด็กรุ่นใหม่เลยไปทางลัดบ่อยๆ เขาเลยไม่เจอแก่น
ของงาน ผมเห็นเด็กหลายคนไม่มี content นะ

  • ในฐานะคนทำงานที่ดี คุณมีพอจะอะไรแนะนำคนรุ่นใหม่บางไหม

            อยากให้เห็นคุณค่าของโอกาส อย่าใช้โอกาสเปลืองอย่าคิดว่าจะโชคดีบ่อยๆ คุณต้องเห็น
คุณค่าของโอกาสที่ได้รับ

  • บ้านของคุณหลังหนึ่งคือ ร้านหนังสือ มีทัศนะอะไรที่อยากจะบอกบ้างไหม

             เราคงไม่ต้องการให้มีหนังสือที่เป็นเพื่อนแค่นั้น แต่เรายังต้องการหนังสือที่จะเป็นพี่เลี้ยงเรา
เป็นน้าเรา เป็นพ่อแม่เรา ที่ให้ความรู้จริงๆ กับเรา ไม่ใช่แค่เพื่อน เรามีหนังสือเป็นเพื่อนมากพอแล้ว ผมว่าหนังสือควรทำให้เราเติบโตขึ้นด้วย

  • สังคมไทยชอบอ่านหนังสือแฉ ปีหนึ่งมีหนังสือแฉ 100 เล่ม

             นี่คืออีกเรื่องน่าเศร้า ผมเคยคิดนะว่าทำไมไม่โฆษณาหนังสือเยาชนมากๆ ถี่ๆ แบบหนังสือแฉ
บ้าง ในชีวิตคนเรา หนังสือกลายเป็นเรื่องท้ายๆ ของชีวิต ทั้งที่มันมีเรื่องมากมายให้ค้นหา
ผมเคยอ่านสัมภาษณ์คนดัง เขาจะบอกว่า งานอดิเรกคือการอ่านหนังสือ ผมว่าเราควรเปลี่ยนทัศนคติการอ่านหนังสือควรเป็นชีวิต ไม่ใช่แค่งานอดิเรก

  • ชีวิตมีเรื่องมากมายให้ค้นหา แล้วโลกของ ภาสกร มีเหตุการณ์ใดบ้างที่น่าตกใจ

            คงมีหลายเรื่องแต่หนึ่งนั้นคือ การตายของ ย.โย่ง (เอกชัย นพจินดา)  ผมค่อยข้างช็อกนะ คง
เพราะเป็นเสียงที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกจริงๆ ว่า คนใกล้ตัวที่เรารักจากไป

  • เครื่องบินชนตึก 9/11 ตกใจไหม

             พี่โย่งตาย ตกใจกว่า

  • ผู้ชาย 4 คนนี้ ใครฉลาดสุดในสายตาคุณ บิล คลินตัน ของการเมือง, จอร์จ ลูคัส ของภาพยนต์, สตีฟ จ็อบส์ ของนวัตกรรมเทคโนโลยี, โรนัลดินโญ  ของวงการฟุตบอล

            ผมเลือก ลูคัส กับสตีฟ จ็อบส์ พวกเขาใช้โอกาสเป็นและเข้าใจแนวทางตัวเอง ที่สำคัญคือ เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ใครคือฮีโร่ของคุณ?
ผมเลือก ไบรอัน  คลัฟ (ผู้จัดการทีมฟุตบอล น็อตติงเฮม ฟอเรสต์  ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) ลุงคลัฟ เป็นคนปากจัด ด่าเป็นไฟ แต่ทำงานเก่งด้วย คนไม่ชอบเขาก็เยอะแต่ผมชอบเขานะ ผมว่าสิ่งที่ คลัฟ บอกกับเราได้อย่างหนึ่งก็คือ คุณจะเป็นคนมีคาแรคเตอร์อย่างไรก็ได้ แต่คุณต้องเป็นตัวจริง ทำอะไรต้องทำจริง... อีกคนคือ เทนซิ่ง นอร์เกย์ เป็นคนเผ่าเฌอปา ประเทศเนปาล เทนชิ่ง นอร์เกย์ เป็นคนที่ช่วยให้ เซอร์ เอดมอนต์ ฮิลเลอร์รีย์ ขึ้นเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นคนแรก คนทั่วโลกชื่นชมเซอร์เอดมอนต์ แต่เขาได้คนนี้คอยช่วย

  • เขาเป็นใคร เทนซิ่ง นอร์เกย์?

             เขาเติบโตที่ตีนเขาเอเวอร์เรสต์ รู้จักเอเวอร์เรสต์อย่างดี คนไปเที่ยวได้เขาเป็นไกด์ คือเขาเป็นผู้ที่เกี่ยวกับภูเขาเอเวอร์เรสต์ดีมาก และเป็นคนที่ช่วยเหลือ เซอร์แอดมอนต์หลายต่อหลายอย่าง ฝรั่งมีสำนวนพูดว่า ใครมีปัญหาอะไรแก้ไม่ได้ ไปหาเทนชิ่ง นอร์เกย์
หมายความว่า เขาคือผู้ช่วยที่ดีที่สุดคนหนึ่ง คนที่จูงมือเราไปในทิศทางที่เราต้องการ และทำมันให้สำเร็จครั้งหนึ่งผู้คนสงสัยไปถามเขาว่า เฮ้ย คุณคือคนที่สองที่ได้ขึ้นเขาเอเวอร์เรสต์ใช่ไหม เทนชิ่ง นอร์เกย์ ตอบว่า               ผมไม่เห็นจะอายเลยที่ตัวเองจะเป็นคนที่สองเพราะถ้าผมจะต้องอาย เพราะเป็นคนที่สองของโลกในการขึ้นภูเขาที่สูงที่สุดในโลก ผมขออนุญาตอย่างภาคภูมิใจ

  • คุณเล่าเรื่องนี้ กำลังจะบอกอะไรหรือ?

            ผมจะบอกว่า เราจะเป็นที่หนึ่งหรือที่สองก็ได้ ถ้าเราภาคภูมิใจในคุณค่าตัวเอง ในสิ่งที่ตัวเอง
ทำ มันก็น่าจะพอแล้ว
            ผมมักเล่าเรื่องนี้ให้ลูกค้าฟัง ผมมักปิดท้ายว่า หน้าที่ของผมคือ เทนชิ่ง นอร์เกย์ แต่คุณต้องชี้ภูเขาให้ถูกลูกด้วย แล้วผมจะพาไปในเส้นทางที่คุณต้องการ             ผมอาจไม่ได้เป็นคนแรกที่ขึ้นไปสู่ยอดก็จริง แต่ผมขอเป็นคนสุดท้ายที่ลงจากเขา ผมต้องมั่นใจว่า ทุกคนปลอดภัยและพอใจแล้ว

  • เหมือน ‘ซาเลียรีย์’ ใน ‘โมสาร์ท’ ถ้าพอใจการเป็นมือสอง เขาก็จะไม่แค้นเคือง ลงมือฆ่ามือหนึ่งอย่างโมสาร์ทจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม

            คุณทำอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ขอแค่ทำจริง และอยู่กับมัน ไม่ใช่พอมีปัญหาก็วิ่งหนีก่อน โลกเรายังต้องการคนแบบ เทนชิ่ง นอร์เกย์ ต้องการคนที่เป็นของจริง รู้จริง และช่วยเหลือผู้อื่นโดยลืมคิดถึงตัวเอง ทำด้วยความเป็นมืออาชีพ
             ผมลืมบอกไปอย่าง ระหว่างที่เขานำเซอร์ เอดมอนต์ขึ้นสู่ยอดเอเวอเรสต์ มีคนรู้แต่ว่า เทนชิ่ง คือ เลียงผาผยองแห่งเทือกเขาดูดวิญญาณ นักปีนเขาที่เก่งที่สุด แต่ไม่ยักมีใครทราบชีวิตส่วนตัว ความมาแตกตอนที่เขาลงมาจากเขา
            คุณเชื่อหรือเปล่าว่า เทนชิ่ง ไม่มีครอบครัว ภรรยาของเขาตายพร้อมๆ กับลูกคนแรกที่อายุเพียงสี่ขวบ แต่เขาไม่เคยยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเลย...

  • นักเขียนก็เป็นแล้ว นักแปลก็เป็นอยู่ คนทำหนังโฆษณาก็กำลังเป็น และคนทำสารคดี ก็คงเป็นไปอีกนาน อยากเป็นอะไรอีกไหม

                     ผมอยากเป็น  เทนชิ่ง  นอร์เกย์....

 

     
Assumption University of Thailand - www.au.edu
Bangkok 10240 Thailand Tel. (662) 723-2100-3 / Webmaster