คมชัดลึก

อนัญชนา สาระคู
หลายคนรู้จัก ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นอย่างดี ในฐานะ กูรู แห่งวงการ อีคอมมิร์ซ ของเมื่องไทย โดย เขาเป็น ทั้งผู้ บุกเบิก การซื้อขาย บนอินเทอร์เน็ต เจ้าแรกๆ และ เป็นฟันเฟือง ที่สำคัญ ที่ขับเคลื่อน ธุรกิจ อี- คอมเมิร์ซ ให้เติบโต ปัจจุบัน ภาวุธ หรือ ป้อม นั่งแท่น เป็นผู้บริหาร หนุ่มไฟแรง ของบริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ผู้ให้บริการ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ครบวงจร ที่ใหญ่ที่สุด ของเมื่องไทย อีกทั้ง ยังทำงานให้ สมาคมอี-คอมเมิร์ซ และร่วมมือ กับหน่วยงาน ภาครัฐ จัดอบรม ให้ความรู้ แก่ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป
จากมือสมัคร เล่นสู่ มืออาชีพ
ภาวุธเล่าถึง จุดเริ่มต้น การสร้าง เว็บไซต์แรกคือ ไทยเซกกับแฮนด์ดอทคอม ซึ่งเป็น แหล่งซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า มือสองว่า เริ่มมาจาก การลอง ทำเล่นๆ กับ เพื่อนแต่ เผอิญอยู่ ในยุคเริ่มแรก ของธุรกิจ อินเทอร์เน็ต พอดี จึงทำให้ เติบโต ขึ้นมา ได้พร้อมๆ กับวงการ และ เมื่อธุรกิจ เริ่มเติบโต ก็มีคน สนใจ เข้ามาร่วม ลงทุน ด้วย เช่น สนุกดอทคอม รวมถึง ไทยเซกกันแฮนด์ จึงตัดสินใจ ร่วมกับ กลุ่ม โมโนเทคโนโลยี และนั่น เป็นจุดเริ่มต้น ที่ได้คิดทำ อย่าง จริงๆ จังๆ
ในช่วงที่ ผมได้ พูดคุย กับแหล่งทุน เหมือนกับ ถูกสอนให้รู้จัก กับการ หารายได้ จากสิ่งที่ เราทำมา จากเริ่มแรก ใช้เงินทุน ของที่บ้าน แต่มื่อ มีคนมา ร่วมลงทุน ก็ทำให้ บริษัทเติบโต ขึ้นมาเรื่อยๆ จากเดิม มีพนักงาน 3 คน เพิ่มเป็น 10-15 คน และ 30 คน จนปัจจุบัน มีพนักงาน ทั้งหมด 50 คน เมื่อนับ จากการ ที่ทำเล่นๆ มา 2-3 ปี จนทำจริงๆ จังๆ ทั้งหมดนี้ ก็ราว 9 ปี แล้ว
ส่วนสาเหตุ ที่ตลาดดอทคอม เติบโต ขึ้นมา อยู่ในระดับ แนวหน้า ของธุรกิจ ได้นั้น คิดว่า เป็นเพราะ ได้เริ่มต้น เป็นเจ้าแรกๆ และพัฒนา ตัวเอง มาตลอด ทั้งยัง มองหาตลาด และ โอกาส ที่จะเติบโต ซึ่งบังเอิญ ตลาด มีช่องว่าง ให้เข้า ไปจริงๆ เพราะตลาด อี-คอมเมิร์ช ไม่เคย มีใครทำมาก่อน ตอนนั้น ยังไม่มีคำว่าอี-คอมเมิร์ซ ในเมื่องไทย ด้วยซ้ำ ไปพอมีขึ้นมา และ หลายคน ก็มาบอกว่า นี่แหละ เป็นอี-คอมเมิร์ซ จึงทำให้ เติบโต ขึ้นเรื่อยๆ จาก มีเว็ปไซต์ ไทยเซกกันแฮนด ์ ก็มีตลาดดอทคอม ซึ่งเป็น เว็บไซต์ รวมที่เป็นเสมือน ห้างสรรพสินค้า และตอนนี้ ยังขยายออก ไปอื่นๆ อีก เช่น ทำหนังสือ พ็อกเก็ตบุ๊ก และเปิดศูนย์ ฝึกอบรม
อี-คอมเมิร์ซ ในไทย ไปได้อีกไกล
ผู้บริหาร หนุ่ม มองว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทย มีศักยภาพ เติบโต ได้อีกมาก เพราะปัจจุบัน มีคน ใช้อินเทอร์เน็ต เพียง 8.4 ล้านคน คิดเป็น 12% ของจำนวนประชากรทั้งหมดราว 65 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่น มีคนใช้อินเทอร์เน็ต เป็นสัดส่วนถึง 50 % ของจำนวน ประชากร ประกอบกับ ธุรกิจต่างๆ เริ่มขับเคลื่อน เข้าสู่ โลกอินเทอร์เน็ต มากขึ้น จากปี 2545 ที่เริ่มต้น ทำมีร้านค้า เพียง 4 ร้านเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ มีถึง 9 หมื่นร้านค้า นั่นเป็น เพราะช่องทางนี้ สามารถ เข้ามาช่วย เพิ่มยอดขาย และ ลดรายจ่าย ให้ธุรกิจได้ ขณะที่ผู้แข่งขัน ในธุรกิจเอง ก็มีอยู่น้อยราย
อย่างไร ก็ตาม การที่ยังเป็น ของใหม่ จึงทำให้ มีปัญหาบ้าง ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ตำรวจบุก เข้ามาใน ที่ทำงาน และบอกว่า มีคนเอาของหนีภาษี มาขายในเว็บ ซึ่งตอนนั้น ก็ไม่รู้หรอก ว่าเป็นของเก๊ แต่ถ้ารู้ว่า เป็นของผิดกฏหมาย เช่น หนังโป๊ ก็ป้องกัน ด้วยการลบ พวกนี้ทิ้ง ทั้งหมดทันที หรือสินค้า ประเภทยา ซึ่งบางครั้ง เราไม่รู้จักยาตัวนั้นเลย ก็เลยตัดสินใจ ด้วยการ ปิดหมวดยาไปเลย เพราะรู้อยู่ แล้วว่าผิด
บางที คนขาย ก็ไม่รู้ว่าผิด เพราะไม่มีใคร มาบอก และเห็นว่า ปรกติก็ขายกัน อยู่ตามท้องตลาด ฉะนั้น จุดนี้ ถือว่า คนยังขาดความเข้าใจ อีกมาก และประชาชน ส่วนใหญ่ ไม่รู้แต่ อยากเข้ามา เพราะเห็นว่า เป็นโลกใหม่ที่ สร้างรายได้ ให้เขา ส่วนภาครัฐ ก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้น เราต้องค่อยๆ ปรับตัวกันไป แต่โชคดี ที่มีแบบอย่าง จากต่างประเทศ ว่าเขาทำกัน อย่างไรบ้าง ซึ่งสามารถ นำมาปรับ ใช้ในบ้านเราได้
ส่วนเรื่อง ความไม่เชื่อมั่น ต่อธุรกิจนั้น ยอมรับว่าในอดีตเคยมี เช่น โกงเงิน คุยกันแล้วไม่ได้ สินค้าตามที่ตกลงกัน หรือเอาเงินไปแล้ว แต่ไม่ส่งของมา และมีเจ้าหน้าที่ กลุ่มหนึ่งที่ทำงาน ด้านนี้ โดยเฉพาะ จึงคาดหวังว่า หากเกิดเหตุไม่ดีขึ้น จะมีเจ้าหน้าที่ กลุ่มนี้ เข้ามาจัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าจะทำให้ ปัญหาเหล่านี้ลดลงไปได้
ห่วงโอกาส ทางธุรกิจถดถอย
เมื่อให้มอง ภาพอนาคต ของอี-คอมเมิร์ซ จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง ภาวุธ บอกว่า ตอนนี้ มีสิ่งที่คาดไม่ถึง เกิดขึ้น หลายอย่าง เช่น ในปัจจุบัน คนไทยจ่ายเงิน เป็นล้านๆให้กูเกิล หรือบริษัท ในต่างประเทศ โดยที่ประเทศ ไม่ได้ ประโยชน์อะไร เพราะเรา ไปลงโฆษณาในเว็บ ต่างประเทศกันมาก แต่ประเทศ ไม่ได้ภาษีสักบาท นั่นหมายถึง ว่าได้เกิดเศรษฐกิจออนไลน์ หรือ ดิจิทัล อีโคโนมี ขึ้นมาเป็นช่องว่าง แล้วเมื่อ ทุกคนเริ่มขับเคลื่อน ไปทางนี้ ในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
นอกจากนี้ การเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) กับหลายๆ ประเทศ หนึ่งในหัวข้อการเปิดเสรีนั้นก็มีเรื่องอี-คอมเมิร์ซอยู่ด้วย จึงมีคนบอกว่า ถ้ามีการซื้อขายซอฟต์แวร์กับ บนโลกออนไลน์ โดยที่ ปัจจุบัน ไม่เสียภาษี อยู่แล้ว ต่อไป เมื่อมีเอฟทีเอ ไม่ต้องเสียภาษี เข้าไปอีก หรือวันหนึ่งหากไมโคซอฟท์บอกว่า ไม่จำเป็น ต้องตั้งบริษัท ในเมื่องไทยอีกแล้ว เพราะการซื้อขาย ซอฟต์แวร์ บนอินเทอร์เน็ต น่าจะเพียงพอ ยิ่งทำให้ประเทศจะไม่ได้ภาษีจากตรงนี้เลยสักบาทเดียว ดังนั้น
การที่คนของเราน้อยและไม่ใช่ผู้ผลิต ผู้ส่งออกเทคโนโลยี แถมมีปัญหา เรื่องภาษา เมื่อมองไปถึงอนาคต จึงน่ากลัวมากๆ และถ้าไม่เข้า สู่โลก อินเทอร์เน็ต โอกาส ทางธุรกิจ ของไทยก็จะเหลือแค่ในประเทศเท่านั้น
ผมเห็นวันๆ เงินบาท ผ่านไปเป็นล้านล้าน แต่ประเทศชาต ิไม่ได้รับภาษีเลย หรือบางที ผมเห็นบริษัทฝรั่ง ในเมื่องไทย ใช้ไทยเป็นฐาน การผลิต ก็จริง โอเค ที่เขาเอาเงินมาลงทุน แต่ ไม่มีรายได้ เข้ามาจริงๆ เพราะรายได้นั้น ไม่ได้เข้ามา ในเมืองไทย นะครับ แต่ไปอยู่สิงคโปร์บ้าง อเมริกาบ้าง หรือที่ยุโรปบ้าง |
โลกอินเทอร์เน็ต...............
เพิ่มโอกาส ทางธุรกิจ "เป้าหมายหลัก ของผมคือการ ให้กับสังคมมากกว่า แต่ในทางกลับ กันสังคม ได้รู้จักผมด้วย และธุรกิจก็ขายได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งตอบแทนซึ่งกันและกัน โดยสิ่งที่ผมคาดหวัง ไว้คือ การให้ประชาชน คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตให้ได้ 50% ของจำนวน ประชากรหรือราว 30 ล้านคน ผมก็แฮปปี้แล้ว และอยากเห็น การทำธุรกิจไทย ไปแข่งขันกับตลาดโลกได้"
ส่วนการที่เว็บไซต์ของไทย ยังไม่ติด ระดับโลก เป็นเพราะ ยังมีปัญหา ด้านภาษา แต่จะมีที่ ได้รับ ความสนใจ บ้าง คือ เว็บที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็น หัวหอก อี-คอมเมิร์ซที่สำคัญ ของไทย อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาให้เท่าเทียม กับต่างชาติ คงต้องอาศัยสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน การเปิดมุมมอง เปลี่ยนแนวความคิด ของคนไทยตลอดจนวิธี การทำธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่า มีความเป็น ไปได้ที่ไทย จะไล่ให้ทันชาติอื่น แต่ต้องอาศัยเวลา และใช้อินเทอร์เน็ต เป็นตัวช่วยลด ช่องว่าง ด้านการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับ ว่าไทยยังด้อยอยู่
มุ่งพัฒนาตลาดออนไลน์
ภาวุธถือเป็นหนึ่งฟันเพืองที่ช่วยผลักดันตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ โดยเขาเป็นผู้ผลักดันให้มีการก่อตั้งสมาคมอี-คอมเมิร์ซ จัดให้มีการสัมมนากันเดือนละ 1-2 ครั้ง ประสาน งานกับหน่วยงาน ภาครัฐ ในการจัดงาน ไทยแลนด์ อี-คอมเมิร์ซ ฟอรั่มและ ยังร่วมมือ กับสำนักงานสถิติ แห่งชาติ ในกาจัดทำหนังสือรวบรวมอี-คอมเมิร์ซชั้นนำของเมืองไทย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพยายาม สร้างในสิ่งที่ จับต้องได้ เช่น หนังสือโดย สร้างทีมขึ้นมา ทำตลาดหนังสือ พ็อกเก็ตบุ๊กโดยเฉพาะ เพื่อสร้างแรงจูงใจ และดึงองค์ความรู้ จากต่างประเทศ ให้เข้ามา อยู่ในเมืองไทย ซึ่งการมีหนังสือ ประเภทนี้ออกมา มากๆ จะช่วยดึง คนเข้ามาสู่ โลกออนไลน์ได้
นอกจากทำงาน ประจำแล้ว ผู้บริหารหนุ่ม ยังเป็นวิทยากรเดินสายทั่วประเทศ เป็นอาจารย์สอนด้าน
มาร็เก็ตติ้งที่สถาบันเน็ต ดีไซน์ และยังรับเป็น อาจารย์ตรวจวิทยายนิพนธ์ ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ตลอดจน เป็นคอลัมนิสต์ เขียนคอลัมน์ในหนังสือ
ต้องบอกก่อน ว่าคนที่มีความรู้ ทางด้านนี้ยัง มีน้อยจริงๆ ผมจึงพยายาม ออกไปให้ ความรู้กับทุกๆคน ใครเชิญไปสอน ที่ไหนก็ไป ซึ่งไปครั้งหนึ่ง อาจจะได้อย่างมาก 300-400 คน และเมื่อทำ หนัสือออกมา ถือว่าสามารถขยายได้ไปมากทีเดียว และบางทียังพบว่ามีคนที่อ่านหนังสือที่เราทำแล้ว ก็ยังสามารถนำไปต่อยยอดธุรกิจของเขาได้เหมื่อนกัน
ดันธุรกิจไทยแข่งในตลาดโลก
ภาวุธบอกว่า ด้วยความ เป็นคนชอบพูด แถมพูดมาก จึงชอบสอน ชนิดไม่มีกั๊กเอาไว้เลย ซึ่งหากคนฟังสามารถ นำสิ่งที่สอน ไปต่อยอดได้จะภูมิใจมาก เช่น ปัจจุบันมีน้องๆ หลายคน สามารถสร้างรายได้ จากอี-คอมเมิร์ซ หรือผู้ประกอบการ สามารถขยาย ฐานข้อมูล ค้าออกไปได้ ทั่วประเทศ ขณะที่อีก หลาคน ซึ่งเป็นพนักงานประจำ พอมาเริ่มทำ ธุรกิจทางอินเทอร์เน็ต ขายของมือสอง ในเว็บไซต์ ก็ลาออกจากงาน ไปเป็นเถ้าแก่เปิดร้าน ขายของเอง
เป้าหมาย หลัก ของผลคือ การให้กับ สังคมมากกว่า แต่ในทางกลับ กันสังคมได้รู้จักผมด้วย และธุรกิจก็ขายได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งตอบแทนซึ่งกันและกัน โดยสิ่งที่ผมคามหวังไว้คือ การให้ ประชาชน คนไทย ใช้อินเทอร์เน็ต ให้ได้ 50 % ของจำนวน ประชากร หรือราว 30 ล้านคน ผมก็แฮปปี้แล้ว และอยากเห็น การทำธุรกิจไทย ไปแข่งขันกับตลาดโลกได้
คุณป้อมฝากทิ้งท้าย ไว้ว่า แม้ปัจจุบัน ภาครัฐได้ให้ การสนับสนุน เป็นอย่างดีแล้ว แต่ควร จะมีมาตราการอื่น เข้ามาเสริม เพื่อให้คนไทย ใช้อี-คอมเมิร์ซ กันมากขึ้น หรือทำ อย่างไรให้คนหรือผู้ประกอบการ ใช้คอมพิวเตอร์กัน มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการ หากได้ลองเข้า มาทำ นี่ก็คือช่อง ทางธุรกิจ อันจะเป็น หนทาง ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ หรือถ้าทำไม่เป็น ก็สามารถ ให้คนที่ทำเป็น เช่นลูกหลาน หรือไปที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ช่วยเหลือก็ได้ และสำหรับคนทั่วไป อี-คอมเมิร์ซ คือช่องทาง ที่คุณสามารถ หาซื้อสินค้า ที่ได้ตรงใจ กว่า ใกล้บ้านกว่า และอาจจะดีกว่า เพียงแค่ ลองเข้ามาเช็กดูก่อน เท่านั้น
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม เป็นพี่ชายคนโตในจำนวน พี่น้อง 5 คน เกิดที่ จ. กาญจนบุรี เรียนจบ ระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเบญจมบพิตร ก่อนที่จะเข้าศึกษา ต่อในระดับ อุดมศึกษา ที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรัสิต จากนั้น ศึกษาต่อ ระดับปริญญาโท สาขาอินเทอร์เน็ต และ อี-คอมเมิร์ซ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) และปัจจุบัน กำลังศึกษาต่อปริญญาโท ใบที่สองที่คณะ Executive MBA สถาบันบัณฑิตบริหาร ธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในวัยเด็ก ป้อมเป็นคน ที่ชอบเกม คอมพิวเตอร์ คลุกคลีเล่นเกมมาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนเริ่มเข้าสู่การ ใช้คอมพิวเตอร์ ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ซึ่งครอบคลุม ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ครบวงจรทั้ง www.thaisecondhand.com, www.tarad.com และ www.taradedu.com ด้วยวัยเพียง 32 ปี แต่เขา ก็ได้เข้า ไปมีส่วนร่วม ในการผลักดัน และส่งเสริม การพัฒนา ธุรกิจด้าน อี-คอมเมิร์ซ มากมายทีเดียว เช่น เป็นผู้ผลักดัน ให้ก่อตั้งสมาคม ผู้ดูแลเว็บไทย (สมาคมเว็บมาสเตอร์) สมาคม ผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (สมาคมอี-คอมเมิร์ซ) และ ปัจจุบัน เป็นอุปนายก ของสมาคม นอกจากนี้ ยังรับเป็นวิทยากร บรรยายทั่วประเทศ และได้รับเชิญ ไปเป็นอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะไอซีที เพื่อดูงาน จุลนิพนธ์ของนิสิต
นอกจาก เป็นคนที่ทุ่มเท ให้การทำงาน อย่างเต็มตัวที่แล้ว ในเรื่องส่วนตัวป้อมเป็นชายหนุ่มที่ โรแมน
ติกมาก ทีเดียว ซึ่งเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เข้าได้แอบ เซอร์ไพรส์ แฟนสาว ด้วยการ ขอแต่งงาน ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยมีสักขีพยาน นับพัน คนที่ชม ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งนับเป็น ครั้งแรก ของเมืองไทย ด้วย ทั้งจะมีงานฉลอง มงคลสมรส ของทั้งคู่ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ซึ่งสามารถร่วม เป็นสักขีพยาน และแสดงความยินดี ต่อพวกเขาได้ที่ www.m-pom.com |