Last updated on  

จับเทรนด์เอ็มบีเอ 2006

 

Press Release    

ผ่านสายตา 6 สถาบันดัง  

วันที่ 9 – 15 มกราคม พ.ศ. 2549 ผู้จัดการรายสัปดาห์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 997    “ ผู้จัดการรายสัปดาห์ ” ฉบับนี้ ถือฤกษ์สวัสดีปีใหม่ ชวนจับเข่าคุยกับ 6 สถาบันดังถึงทิศทางของการตลาดการศึกษาระดับปริญญาขั้นสู่งด้านบริหารธุรกิจที่จะเกิดขึ้น ตลาดเอ็มบีเอในปี 2549 จากความเห็นของทั้ง 6 สถาบัน ซึ่งประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงสะท้อนให้เห็นดีกรีความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นทุกข์

‘ จุฬาฯ ' ชี้ให้ระวังต่างชาต

    ผศ.ดร.ดนุชา คุณพนิชกิจ คณะบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้การแข่งขันสูงขึ้น ไม่เฉพาะมหาวิทยาลัยไทยเท่านั้น ยังมีมหาวิทยาลัยต่างชาติที่เข้ามาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หลักสูตร (Open House) มากขึ้น แนวรุกนี้ต่างจากอดีตที่จะเห็นการเข้ามาทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยหรือเข้ามาตั้งแคมปัสในประเทศ แต่ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างชาติเข้ามาเจาะตลาดไทยเอง โดยเน้นจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยรายละเอียดการไปศึกษาต่อมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนอาจใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลเท่านั้น      ประกอบกับเทคโนโลยีปัจจุบันเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนทางไกล ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อจึงถูกลงและไม่จำเป็นต้องเรียนในต่างประเทศตลอดหลักสูตรจึงกลายเป็นจุดขายของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และจะเป็นตัวกระตุ้นให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งจุฬาฯมองเป็นคู่แข่งรายสำคัญ     สำหรับตลาดในประเทศ ผศ.ดต.ดนุชา มองว่า จะเห็นหลักสูตรเอ็มบีเอที่เจาะเฉพาะไปในอุตสาหกรรมต่างๆมากขึ้น และขึ้นอยู่กับลักษณะพิเศษของอุตสาหกรรมนั้นๆเช่น สาขาการจัดการการบิน

            ขณะที่หลักสูตรระดับปริญญาเอก น่าจะได้รับความนิยมสูงขึ้น และจำนวนของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนน่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ยังน่าห่วงเรื่องของความพร้อมของสถาบันที่เปิด     “ การเปิดปริญญาเอก ที่รับกันมากๆ มันผิดคอนเซ็ปต์ แม้จะบอกว่ามีอาจารย์จากต่างประเทศเป็นที่ปรึกษาให้ แต่น่าจะมีภาระสอนปริญญาเอกของเขาที่โน่นเช่นกัน จึงไม่ง่ายที่จะหาอาจารย์มาคุมวิทยานิพนธ์ได้เพราะเป็นวิจัยเชิงลึก ”     สำหรับแผนพัฒนาหลักสูตรเพื่อปรับตัวให้ทันการแข่งขัน ผศ.ดร.ดนุชามองว่าขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง และสิงคโปร์ ดึงดูดเด็กไทยให้ไปศึกษาต่อเหมือนไปสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษได้แล้ว จึงหันกลับมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาในภูมิภาคสนใจมาเรียนที่จุฬาฯ บ้าง     ในปีการศึกษาหน้า จุฬาฯ จึ้งได้นำโปรแกรม Yong Executive มาพัฒนาเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกของเอ็มบีเอด้วย ส่วนแนวทางของการพัฒนาหลักสูตรอื่นๆ จะเป็นไปตามทิศทางการแข่งขัน เชื่อว่าการเจาะเซกเมนต์ตลาดหลักสูตรเฉพาะทางจะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งล่าสุดเปิดตัวไป 4 หลักสูตรใหม่     ผศ.ดร.ดนุชา กล่าวอีกว่า การบุรณาการข้ามศาสตร์จะมีให้เห็นมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางในภาพใหญ่ของจุฬาฯทั้งมหาวิทยาลัยด้วย ตัวอย่างหลักสูตรบูรณาการ ซึ่งแม้จะไม่ได้เปิดโดยคณะ แต่ก็เข้าไปมีบทบาท คือศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจแฟชั่น นอกจากนี้ยังมองหลักสูตรด้าน Hospitality Management ไว้ ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้ไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ     อีกแนวโน้มที่น่าสนใจ เป็นประเด็นด้านเนื้อหาหลักสูตร ซึ่งเดิมภาษาและไอทีสำคัญ แต่อนาคตทักษะการคำนวณจะมาแรง เพราะการดำเนินธุรกิจปัจจุบันพยายามสร้างเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ผศ.ดร.ดนุชา ทิ้งท้ายว่า หลักสูตรประเภทควบปริญญาตรี-โท และปริญญาโท-เอก ก็อยู่ในความสนใจ แต่คงจะคืบหน้าชัดเจนช่วงปี 2550
        ‘ ธรรมศาสตร์ ' เผย 3 ชนวนแข่งขัน
    ขณะที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณะบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า แนวโน้มของเอ็มบีเอจะมีการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านที่สำคัญ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ          ด้าน 1. คือ มีการเจาะลึกมากขึ้น มากกว่าจะสอนหลักการกว้างๆ อย่างในอดีตเพราะการแข่งขันของธุรกิจรุนแรงขึ้น คุณสมบัติของคนที่เป็นที่ต้องการ ต้องรู้มุมมองกว้างเพื่อสร้างวัตกรรมใหม่ๆ และต้องเชี่ยวชาญเชิงลึกเพื่อใช้องค์ความรู้นั้นได้ เช่น การเรียนเจาะลึกด้านการเงินเรียนกรณีศึกษาจากต่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ และปัญหาร่วมที่เกิดขึ้นทั่วโลก          2. เนื้อหาเชิงวิชาการจะถูกโฟกัสมากขึ้น คือองค์ความรู้ที่เจาะทั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาค และประเด็นของการสร้างผู้ประกอบการ ที่ไม่ใช่แค่การขายชื่อหลักสูตร แต่อยู่ที่การจัดการเรียนการสอนต้องฝังรากลึกความเป็นเจ้าของธุรกิจ อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับวิชาที่เน้นสร้างคุณธรรมจริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอดีต     “ ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ให้เงินธรรมศาสตร์มา 2 ล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนาหนังสือวิชานี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ ”     และ 3.ระยะเวลาที่เรียนจะลดลง ด้วยจำนวนหน่วยกิตที่ลดลงรูแบบการเรียนการสอนจะยืดหยุ่นมากขึ้นที่เคยเป็นภาคการศึกษาจะเปลี่ยนเป็นแบบโมดูล อาจใช้เวลามาเรียน 2 เดือน และกลับไปทำงานต่อ 3 เดือน ระหว่างนี้ ต้องทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับวิชานั้นๆ ด้วย จุดเด่นการจัดแบบโมดูล คือส่วนใหญ่เน้นบูรณาการ นักศึกษานำไปใช้ในการทำงานจริงได้ทันที ต่างจากอดีตที่เน้นเรียนตามลักษณะงาน (Function)              ด้านการแข่งขัน ธรรมศาสตร์มองว่าอาจจะรุนแรงขึ้น เพราะมีทั้งมหาวิทยาลัยที่สอนเฉพาะทาง ซึ่งขณะนั้นเปิดสอนด้านเอ็มบีเอแล้ว อีกส่วน เป็นมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศที่จะเข้ามาในลักษณะความร่วมมือ ซึ่งจะทำให้หลักสูตรโดดเด่นเพิ่ม ขึ้น รวมถึงหลักสูตรที่เป็นปริญญาจาก 2 สถาบันจะมีมากขึ้น     การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางจะเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างให้กับแต่ละสถาบันได้ค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแห่งจะเจาะเฉพาะไปที่อุตสาหกรรมใดซึ่งขณะนี้มีหลายอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ เช่น ในต่างประเทศ เริ่มมีเอ็มบีเอสำหรับธุรกิจบันเทิง     ประกอบกับแนวโน้มการผสมผสานระหว่างศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง เช่น การบัญชีกับการเงิน และศาสตร์ระหว่างคณะซึ่งเป็นทิศทางที่มีมานานแล้วในต่างประเทศ เช่น ปริญญาควบด้านนิติศาสตร์และบริหารธุรกิจ รวมถึงหลักสูตรปริญญาตรีควบคุมปริญญาโท ซึ่งล่าสุด ม.ธรรมศาตร์เปิดรับนักศึกษาหลักสูตรนี้บ้างแล้ว และเชื่อว่าในปี 2550 จะมีมากขึ้น     สำหรับแผ่นการพัฒนาหลักสูตร ปี 2549 ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่มีการยกเครื่องหลักสูตรเอ็มบีเอทั้ง 3 โปรแกรม คือ XMBA,MBA,MBA,MBA-HRM เพื่อสร้างหลักสูตรให้ทันสมัยมากขึ้น และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ เพิ่มการศึกษาดูงานในต่างประเทศ การเปิดหลักสูตรใหม่ด้าน Management Information System จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ 30 % และภาษาไทย 70 %         Global Entrepreneurial MBA (GEMBA) เป็นอีกหลักสูตรที่กำลังพัฒนา จะเป็นครั้งแรกที่ธรรมศาสตร์สอนเอ็มบีเอภาคภาษาอังกฤษ และยังเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Stand ford University ที่พัฒนาหลักสูตรนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยในอินเดียและเยอรมันนี จุดเด่นของ GEMBA คือเน้นสร้างผู้ประกอบการอย่างเด่นชัดคาดว่าจะเปิดตัวปี 2550

‘ นิด้า ' จี้พันธมิตรวัดมาตรฐาน     ด้าน รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ความเห็นว่า การแข่งขันของเอ็มบีเอจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา แต่อยากให้มีหน่วยงานประเมินคุณภาพของหลักสูตรเอ็มบีเอ เพราะขณะนี้เปิดกันมาก บางแห่งผลิตหลักสูตรในเชิงพาณิชย์และไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร    “ เราคุยกับ 4-5 มหาวิทยาลัยของรัฐมา 2 ปี แล้วว่าอยากจะตั้งหน่วยงานประเมินคุณภาพ ถ้าหน่วยงานที่เราฟอร์มทีมขึ้นมา สร้างความน่าเชื่อถือ กับบริษัทต่างๆ ได้ ต่อไปมหาบัณฑิตที่จบจากสถาบันที่ไม่ได้รับใบรับรอง เขาจะรู้ว่าคุณภาพอาจจะไม่ดีนัก ”               ปัจจัยที่จะทำให้หน่วยงานนี้เป็นจริงขึ้นมา รศ.ดร.ประดิษฐ์ กล่าวว่า     ต้องอาศัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมีคณาจารย์ที่มีคุณภาพตั้งเป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ตรวจสอบ และประเมินผล ถ้าจัดตั้งได้ เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาเกณฑ์วัดคุณภาพรวม ถ้ามีความร่วมมือเกิดขึ้น จะยังใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี พัฒนาเกณฑ์ต่างๆขึ้นมา และหาคณะกรรมการ ส่วนการแข่งขัน รศ.ดร.ประดิษฐ์ ให้ความเห็นต่อหลักสูตรลูกผสมต่างๆว่า ทิศทางความร่วมมือกับเอกชนจะมีมากขึ้น และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ เพื่อสร้างจุดแข็งให้หลักสูตรเดิมเป็นที่สนใจมากขึ้น จะยังเป็นที่นิยมเช่นกันไม่ใช่เพื่อสร้างหลักสูตรใหม              ่ แต่ปริญญาควบรวมศาสตร์ระหว่างคณะ ค่อนข้างเป็นไปได้ยากในมหาวิทยาลัยของรัฐและหลักสูตรควบระหว่างปริญญาตรี-โท และปริญญาโท-เอก ไม่คิดว่าจะเป็นที่นิยมมากนัก เพราะคนที่เรียนระดับปริญญาตรี บางคนยังไม่ได้คิดเรื่องปริญญาโท เช่นเดียวกับบางคนที่เรียนปริญญาโทยังไม่คิดถึงการเรียนระดับปริญญาเอก     สำหรับทิศทางของหลักสูตรที่เจาะตามอุตสาหกรรม มองว่าการบริหารธุรกิจสุขภาพน่าจะเป็นที่นิยม เพราะประเทศไทยได้เปรียบในการดึงดูดชาวต่างชาติในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ทำให้ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น เพราะบุคลากรที่มีความรู้ธุรกิจยังขาดแคลนอยู่ แต่นิด้ามีแต่คณะด้านสังคมศาสตร์ หลักสูตรที่จะเปิดปีหน้า คือ Financial Engineering จะมีทั้งระดับปริญญาโทและเอก ‘

เอแบค ' คาดนานาชาติมาแรง    
ดร.กิตติ โพธิกิตติ ผู้อำนวยการ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค) วิเคราะห์ว่า ทิศทางการพัฒนาเอ็มบีเอจะเป็นไปตามการแข่งขันของธุรกิจและนโยบายภาครัฐ เห็นได้จากปีที่ผ่านมาภาครัฐกระตุ้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ทำให้มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องออกมามาก
    ดังนั้นในปี 2549 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจขณะนี้ บริษัทต่างประเทศมาร่วมลงทุนในลักษณะ Joint venture มากขึ้น น่าจะทำให้เอ็มบีเอปรับตัวสู่หลักสูตรนานาชาติมากขึ้น     “ โปรแกรมนานาชาติ ไม่ได้หมายถึงโปรแกรมที่สอนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นแต่ตัวหลักสูตรต้องศึกษาประเด็นระหว่างประเทศ และ อาจจะต้องสอนภาษาจีนด้วย ”      ส่วนโปรแกรมภาษาไทย ต้องปรับตัวเช่นกันให้เตรียมพร้อมเรื่องความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นการตลาดระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น     นอกจากด้านบริหารธุรกิจ ในปีที่ผ่านมาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีก็เปิดมากขึ้น ด้วยนโยบายรัฐสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ นำไอทีมาใช้บริหารจัดการเชื่อว่าปีนี้จะเห็นพัฒนาการของหลักสูตรที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์ไอทีเข้ากับธุรกิจด้วย     “ ปริญญาโท เรามีมา 9 ปีแล้ว เดิมภาพรวมมองเป็นเรื่องของงานบริหารบุคคล ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้คนเข้าใจมากขึ้น เพราะบริษัทอินเตอร์ใช้และมีการปรับองค์กรมากขึ้น เช่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นการรวมเรื่องเอ็มบีเอและไอที โดยมีทิศทางขององค์กรและคนเป็นหลัก ”         ดร.กิตติวิเคราะห์กลยุทธ์การจับมือของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจว่าจะมากขึ้นเพราะตลาดแข่งขันสูง เพราะภาคธุรกิจจะตอบได้ว่านักศึกษามีคุณภาพและใช้ได้มากน้อยแค่ไหน     แต่อีกสิ่งที่น่าจับตามองในปี 2549 คือ การแข่งขันในตลาดเอ็มบีเอค่อนข้างสูง เมื่อใกล้จบเป็นบัณฑิต ตลาดจะบอกเองว่านักศึกษาจากแต่ละสภาบันจะเป็นอย่างไร และการจะออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยรัฐ อาจมีผลกระทบต่อการปรับค่าเรียนขึ้นในอนาคตด้วย

‘ กรุงเทพ ' ฮิตปริญญาควบ    ดร.ลักขณา วรศิลป์ชัย คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การแข่งขันระดับปริญญาโทจะสูงขึ้นเพราะจำนวนมหาวิทยาลัยและหลักสูตรจะมากขึ้นแนวโน้มของผู้สนใจเรียนปริญญาโทใบที่ 2 จะเป็นไปได้สูง แต่อาจจะยังไม่ใช่ปี 2549 นี้ โดยใบแรกอาจเป็นปริญญาเอ็มบีเอทั่วๆไป และใบที่ 2 อาจจะเจาะเฉพาะทาง     แต่ถ้าหลักสูตรด้านปริญญาเอกเปิดมากขึ้นคนไม่ต้องไปต่างประเทศ แนวโน้มคนจะสนใจมากกว่าปริญญาโทใบที่ 2 แต่ขึ้นกับระยะเวลาค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่การแข่งขันมักก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ๆตลอดเวลาทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค น่าจะทำให้เอ็มบีเอกระจายมากขึ้นแนวโน้มคนต่างจังหวัดจะเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ อย่างที่เคยเป็นน่าจะลดลง จึงจะมีการปรับหลักสูตรเก่า และการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆให้โดดเด่นตลอด     นอกจากนี้มหาวิทยาลัยอาจใช้กลยุทธ์เรื่องการปรับเวลาให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากขึ้นรวมถึงจำนวนหน่วยกิตที่อาจจะน้อยลงทำให้เกิดหลักสูตรที่สอนเสาร์ – อาทิตย์มากขึ้น     ดร.ลักขณาให้ความเห็นต่อกลยุทธ์ตลาดเฉพาะทางไว้ 2 แนวทางที่น่าสนใจ คือ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียง เห็นว่า หลักสูตรเฉพาะทางเพื่อสร้างนักวิชาชีพจะมีมาก ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนจะเน้นไปที่ตลาดหลักสูตรเฉพาะทาง ที่เจาะเป็นอุตสาหกรรม เพราะได้ฐานกลุ่มเป้าหมาย     สำหรับหลักสูตรควบสิ่งที่น่าสนใจน่าจะเป็นหลักสูตรปริญญาควบระหว่างคณะอย่างเช่น ม.กรุงเทพ มีวิศวกรรมควบเอ็มบีเอ ซึ่งเปิดมา 2 ปีแล้ว นักศึกษาจะเรียนระดับปริญญาตรีของวิศวะ และมาเรียนต่อเอ็มบีเอจบภายใน 5 ปี คิดว่าอนาคตจะมีปริญญาตรีที่มาควบอีก ความเป็นไปได้ขณะนี้ คือหลักสูตรบัญชีควบเอ็มบีเอ และหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ควบเอ็มบีเอ ซึ่งคิดว่าเร็วๆนี้ น่าจะเริ่มพัฒนาหลักสูตรมากขั้น     ด้านการพัฒนาอื่นๆ นั้น ดร.ลักขณา กล่าวว่าจุดแข็งของเอ็มบีเอ คือ มีการพัฒนาวิชาเลือกใหม่ๆ ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา วิชาใหม่ๆ ที่จะเพิ่ม เช่น การตลาดบนอินเตอร์เน็ตการวางแผนผลิตภัณฑ์ใหม่นอกจากนี้ภารกิจที่ต้องทำมากขึ้น คือ การสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เพราะขณะนี้เห็นโอกาสที่จะนำโนว์ฮาวของต่างประเทศมาสร้างความโดเด่นให้หลักสูตรได้อีกมาก เชื่อว่าเป็นทิศทางที่หลายสถาบันดำเนินการอยู่เช่นกัน แต่ขึ้นอยู่ว่าสถาบันใดจะเห็นโอกาสก่อน และ สามารถพัฒนาให้มีจุดที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น

หอการค้าฯ ระบุดอกเตอร์จะเฟ้อ
    รศ.ตร.ฌานธิกา พรพิทักษ์พันธุ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นคล้ายๆ กับอีกหลายสถาบันที่มองว่า การแข่งขันของเอ็มบีเอยังรุนแรงขึ้นทุกปี เพราะซัปพลายในตลาดมีมาก และเริ่มมีมหาวิทยาลัยต่างชาติที่สอนผ่าน eLearning เข้ามาเจาะตลาดในไทยด้วย แต่ เนื่องจากข้อกำหนดของสกอ. ที่ออกมากำหนดจำนวนอาจารย์ประจำต่อหลักสูตร และกรรมการหลักสูตร จึงทำให้การเปิดเอ็มบีเอไม่ได้ง่ายอย่างในอดีต     อย่างไรก็ดี การที่มหาวิทยาลัยรัฐเตรียมออกนอกระบบ ทำให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐน้อยลง จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยรัฐอาจเพิ่มจำนวนหลักสูตร เพื่อเจาะตลาดใหม่ๆ และผลิตหลักสูตรเฉพาะทาง มาตอบสนองความต้องการเฉพาะเหมือนที่มหาวิทยาลัยเอกชนทำ การแข่งขันจึงยิ่งสูงขึ้น     ในส่วนของหลักสูตรระดับปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจที่เปิดกันมากขึ้นมองว่า หลักสูตรที่เน้นวิจัยในระดับนานาชาติได้ยังมีน้อย ส่วนใหญ่เปิดเพื่อรองรับนักธุรกิจที่ต้องการเป็นดอกเตอร์ เพื่อสถานภาพและความน่าเชื่อถือทางสังคม แต่ไม่ได้มุ่งหวังจะเป็นนักวิชาการและนักวิจัย ซึ่งตอนนี้มีดีมานด์จำนวนมาก คาดว่าหลักสูตรเพื่อสนองกลุ่มนี้จะทยอยเปิดออกมาเรื่อยๆ จนในที่สุดการแข่งขันจะสูงเช่นเดียวกับตลาดเอ็มบีเอ สำหรับแนวโน้มของเอ็มบีเอ     เชื่อว่าหลักสูตรเฉพาะวงการจะมากขึ้น และจะเป็นหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างชาติโดยได้รับปริญญาจากสองสถาบัน การเปิดหลักสูตรปริญญาควบ เช่น ตรีควบโท โทควบเอก ตรีควบเอก วิศวกรรมศาสตร์ควบบริหารธุรกิจ และการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนในต่างประเทศกับสถาบันพันธมิตร จะเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านๆมา     ในส่วนของ ม.หอการค้าไทย โปรแกรมที่จะเปิดเพิ่มขึ้นยังคงเจาะตลาดเฉพาะเช่นเคย โดยจะเพิ่มสาขาวิชาเอกในหลักสูตร CEO MBA อีก 2 สาขา คือการจัดการธุรกิจจีน และการจัดการธุรกิจที่เป็นไฮเทค ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาหลักสูตร นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดสอนงระดับปริญญาเอก คาดว่าจะเป็นหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ที่จะเน้นสร้างนักวิชาการ และนักวิจัยทางด้านบริหารธุรกิจ
Assumption University of Thailand - www.au.edu
Bangkok 10240 Thailand Tel. (662) 723-2100-3 / Webmaster