Last updated on  
 
3 หนุ่มตระกูลเหรียญชัยวานิช กับภารกิจปั้นแบรนด์ “โคโคริ” เรียนรู้อดีต...ก้าวสู่ตลาดโลก
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552

เฉลี่ยงไอเดีย
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

หากเอ่ยถึงชื่อขนม “โคโคริ” หลายคนคงคิดว่าเป็นชื่อขนมนำเข้าจากญี่ปุ่น แต่ความจริงเป็นแบรนด์ของคนไทยของบริษัท เอส พี อาร์ ฟู๊ด อินดัสทรี จำกัด ที่ปัจจุบันมี 3 พี่น้องเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล เหรียญชัยวานิช เป็นผู้ดูแลกิจการ

คุณช้าง-กิติพัฒน์ เหรียญชัยวานิช ผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วย น้องชาย คุณเบียร์-รัชพล เหรียญชัยวานิช ผู้จัดการ ฝ่ายโรงงาน และ คุณแซม-พลรพี เหรียญชัยวานิช ฝ่ายพัฒนาสินค้า และบรรจุภัณฑ์ บริษัท เอส พี อาร์ ฟู๊ด อินดัสทรี จำกัด ร่วมอธิบาย ถึงหลักการ ทำธุรกิจ ขนมขบเคี้ยว อันดับต้น ของเมืองไทย
คุณช้างเล่าว่า ก่อนหน้านี้ เรารับจ้างบริษัท กรีนแลนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผลิตขนม แบรนด์คาราด้า มานาน กระทั่ง คู่ค้ายกลิก โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ตั้งแต่ เดือนตุลาคม ปี 2551 บริษัทพยายาม ส่งหนังสือไปท้วงติง แต่ไม ่เป็นผล ต่อมา สมาชิกทุกคน ในครอบครัว จึงคุยกันว่า ถึงเวลา ที่เราต้อง เปลี่ยนวิกฤต ให้เป็นโอกาส จึงเป็น ที่มาของแบรนด์ใหม่ ภายใต้ลิขสิทธิ์ ของตัวเอง ชื่อ โคโคริ แปลว่า ของหวาน เป็นชื่อ ที่ติดหูง่าย และมีเอกลักษณ์ ของความเป็น ประเทศญี่ปุ่น ที่เข้าถึง กลุ่มผู้บริโภค ที่เป็นวัยรุ่น ได้ดี สูตรผสม ของรสชาติ ซึ่งบริษัทเป็นผู้ดูแล ทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้น แบรนด์ คาราด้า ปัจจุบัน อดีตคู่ค้า จึงไม่สามารถ ลอกเลียนรสชาติ ของเราได้

คำบอกเล่า เริ่มต้น ที่คละเคล้า ไปด้วยความเจ็บปวด หลังโดนเลิกจ้าง คุณช้างย้อน ให้ฟัง ถึงก้าวแรก ของธุรกิจ ที่คุณปู่ (สมคิด เหรียญชัยวานิช) เป็น ผู้สร้างขึ้น “คุณปู่เริ่ม ทำธุรกิจ โดยไม่มี พื้นความรู้เลย ธุรกิจ แรกที่ทำ คือ เปิดร้าน ยี่ปั๊ว (ร้านขายส่ง) ชื่อร้านเค่งเล้งจั่น จากนั้น ร่วมกับเพื่อน ทำ น้ำยาซักผ้า แต่ไม่ประสบ ความสำเร็จ เกิดหนี้สิน ซ้ำร้าย เพื่อนร่วมธุรกิจ ก็หนี แต่คุณปู่ไม่ท้อ ท่านตั้งหลักใหม่ จนเล็งเห็น ว่าธุรกิจขนมขบเคี้ยว เด็ก ยังมีช่อง ทางเติบโต อีกมาก จึงจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วน เจซี กรุ๊ป จำกัด และก่อตั้ง เป็นบริษัทปี 2527 มีเจซี กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ พร้อมสร้างแบรนด์ คาราด้ากับคู่ค้า และแบรนด์โอเด็นย่าที่เป็นเจ้าของเองจนประสบความสำเร็จ กระทั่งท่านเสียชีวิตในปี 2529 คุณพ่อ (จวงพฤฆ เหรียญชัยวานิช) จึงเข้ารับ ช่วงต่อดูแล กิจการทั้งหมด ด้วยอายุเพียง 29 ปี”

คุณเบียร์เสริมว่า เมื่อคุณพ่อดูแลกิจการ เป็นอย่างดี เรื่อยมา ปี 2535 บริษัทจึงก่อตั้ง บริษัท เอส พี อาร์ ฟู๊ด อินดัสทรีจำกัด และเจ ซี อินเตอร์ ฟู๊ด ซึ่งเป็นบริษัทลูกทั้งคู่ ทั้งสอง บริษัท ตั้งขึ้น เพื่อแยกสัดส่วน ของงานให้ชัดเจน และเป็นรากฐานที่ดีจนถึงรุ่นเราคือ 3 พี่น้อง

รากฐานสำคัญ อีกสิ่งคือ หลักคำสอน ของคุณพ่อ ที่สอนให้รัก และสามัคคีกัน “ตั้งแต่เด็ก คุณพ่อจะสอนให้รักกัน ดูตัวอย่างพี่น้องที่ทะเลาะกันว่าไม่ดีอย่างไร ทุกวันนี้ เวลาเรา ทำงาน แม้จะมี ความเห็น ต่างกันบ้าง แต่เราจะไม่มี ทางโกรธกัน เกินข้าม คืนแน่นอน”

สำหรับคำสอน ของผู้พ่อ ที่ทายาททั้งสามภาคภูมิใจและยึดถือ มาตลอด คุณแซม น้องชายคนเล็กเล่าว่า “ตอนเรียนประถม ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ นอกจาก ค่าขนม ที่จะได้ ประจำแล้ว คุณพ่อจะมีเงิน ให้คนละ 50 บาท ซึ่งถือว่า มากพอควรสำหรับช่วงนั้น โดย คุณพ่อจะให้นำเงิน ไปซื้อขนม ที่แถมของเล่น เช่น การ์ดสะสม ตุ๊กตาต่าง ๆ แล้วนำ มาให้ท่าน ดู พร้อมวิจารณ์ ให้ท่านฟัง ด้วยว่า นอกจาก รสชาติของขนมแล้ว ของเล่นที่แถมมา มีข้อดีข้อเสียอย่างไร จากนั้นท่าน จะนำข้อมูล ไปผลิตขนม และของเล่นต่อ ซึ่งผลงาน ของพวกเราสร้าง รายได้ให้กับครอบครัว ได้ดีทีเดียว”

คุณเบียร์เสริมว่า ช่วงอายุ 10 ขวบ คุณพ่อจะสลับพาเรา 3 คน พี่น้องไปต่างประเทศ แต่ไม่ได้ พาไปเที่ยว เหมือนครอบครัวอื่น เพราะทุกครั้ง ที่ไปคือ คุณพ่อจะ ไปทำงาน ดังนั้น การเดินทาง ของพวกเรา จึงเป็นการ ไปเรียนรู้งาน พร้อมกับคุณพ่อ

ส่วนด้าน การศึกษา ทั้งสามหนุ่ม เลือกเรียน ด้านบริหารธุรกิจ คุณช้าง อายุ 31 ปี จบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ (เอแบค) และปริญญาโท สาขาบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณเบียร์ อายุ 28 ปี จบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ เอแบค
คุณแซม อายุ 25 ปี จบปริญญาตรี สาขาบริหารด้านการท่องเที่ยวภาคอินเตอร์ มหาลัยวิทยาลัยมหิดล

ทั้งสามหนุ่มยืนยันว่า การเลือกเรียน สาขาบริหาร คือสิ่ง ที่ทุกคน ต้องการ ไม่ได้ รับใบสั่ง จากผู้เป็นพ่อ ประสบการณ์ การทำงาน ของทั้งสามคน มีทั้ง เหมือน และแตกต่าง โดยคุณช้าง พี่ชายคนโต เข้ามาดู ภาคการส่งออก เป็น ครั้งแรกปี 2545 จากนั้น ไปฝึกงาน ที่บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ดูเรื่องการ ส่งออกเป็นหลัก ทำอยู่สองปี จึงกลับมาทำงาน ให้กับบริษัทตัวเอง จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งแบรนด์โคโคริ มีตลาดส่งออก ที่คุณพ่อสร้างไว้ เพียง ฮ่องกงกับสิงคโปร์ ปัจจุบันบริษัท มีตลาด ที่สามารถส่งออกสินค้า ไปกว่า 20 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ

ส่วนคุณเบียร์ น้องชายคนรอง หลังเรียนจบ ก็เข้ามาดูแล ในส่วนของ โรงงาน ทั้งหมด และคุณแซม น้องคนเล็ก จะดูเรื่อง การออกแบบ ผลิตภัณฑ์ เป็นหลัก

คุณช้างเสริมว่า “แม้จะมีหน้าที่ ต่างกัน ชัดเจน แต่เวลา ที่ทำงานร่วมกัน เรา จะใช้ วิธีการระดมสมอง เพื่อให้ แต่ละคนนำเสนอ ความเห็นตามเหตุผล โดย ไม่จำกัดลำดับ พี่น้อง แต่เมื่อเราเจอปัญหา พวกเรา จะคำนึง ถึงความ เป็นพี่น้อง เป็นหลัก เราจะช่วย เหลือกัน ไม่ทิ้งกัน เพราะคุณพ่อ สอนให้รัก และสามัคคี รวมถึง พนักงาน ของบริษัท ที่เรา จะให้ความสำคัญ เหมือนคน ในครอบครัวเช่นกัน”
บทเรียน จากอดีต ทำให้ทั้ง สามหนุ่ม ไม่กลัวอุปสรรค ในอนาคต และ ตระหนัก ถึงสัจธรรม เรื่อง ความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ทุกคน มีความ มุ่งมั่น ที่จะขยาย ธุรกิจให้เติบโต และคาดหวังว่า ในอนาคต จะสามารถ นำ บริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ระหว่างนี้ สิ่งที่พวกเขา ยึดถือเพื่อเดิน ไปสู่เป้าหมาย คือการคำนึง ถึง คุณภาพ ของสินค้าและตอบสนอง ความต้องการ ของลูกค้ามากที่สุด นับเป็น เพียงจุดเริ่มต้น ของพี่น้อง ตระกูลเหรียญชัยวานิช ในก้าวย่าง สู่วงจรธุรกิจ

ความเป็น อันหนึ่ง อันเดียวกัน พร้อมแรงใจ ที่มุ่งมั่น จะเป็นกำลังสำคัญ ที่ช่วยผลักดัน ให้ “โคโคริ” เป็นขนม อีกแบรนด์หนึ่ง ที่คนไทย ได้ภาคภูมิใจ ในการอวด สายตาชาว โลกต่อไป

ปิยะวรรณ ผลเจริญ

Assumption University of Thailand - www.au.edu
Bangkok 10240 Thailand / Webmaster