Last updated on  
ดนัยภัทร พิบูลสงคราม ‘ เลิฟ ' ในสิ่งที่รัก รับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

โพสต์ทูเดย์ 23 มกราคม 2549

 

      เสียงใสๆของดีเจหนุ่มเจื้อยแจ้วแว่วมาแต่ไกลพร้อมๆกับท่วงทำนองเพลงโปรดที่กำลังได้รับการเร่งเสียงให้ดังขึ้นจากวิทยุ
แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียงหลังไมค์รายนี้ แต่ผู้ฟังก็ประมาณได้ว่า อายุอานามของเขาน่าจะใช้คำว่า “ วัยรุ่น ” ได้เต็มปาก
      จริงดังคาด เพราะดีเจหนุ่มหน้าคาออกไปในแนววัยรุ่นญี่ปุ่นที่เรากำลังจะะพาไปทำความรู้จักนั้น อายุเพียง 21 ปี มีชื่อเล่นว่า “ เลิฟ ” อันแปลความหมายได้ตรงตัวคือ “ รัก ” ส่วนชื่อจริงนั้นคือ ดนัยภัทร พิบูลสงคราม บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของศักดิบูณ และ พ.ท.หญิงศรีรัตนา พิบูลสงคราม นามสกุลดังขนาดนี้ เฉลยให้ก็ได ้ว่าเขา เป็นหลาน ของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม    

      ความรักจากครอบครัว
หนุ่มหน้าละอ่อนจากคลื่นซี้ด เอฟ.เอ็ม 97.5 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 3
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค แต่ก่อนหน้านั้นเขาศึกษาอยู่ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมปลาย เหตุนี้จึงผูกพันทั้งกับเพื่อนและสถาบันอย่างมาก เรียกว่าเพื่อสนิทที่คบอยู่ในปัจจุบัน
ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ประถม 1 ดนัยภัทรเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว เขามีพี่สาวเพียง 1 คนเท่านั้น โดยเจ้าตัวเล่าย้อนให้ฟังว่า ที่คุณแม่ตั้งชื่อว่าเลิฟ เพราะลืมตาดูโลกตอนเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งเลยวันแห่งความรักเพียงไม่นาน คุณแม่จึงตั้งชื่อให้สอดคล้องกับวันวาเลนไทน์ซะเลยพร้อมกันนั้นครอบครัวยังเลี้ยงดูและทะนุถนอมเขาด้วยความรักจริงๆ ‘      "คุณแม่จะทุ่มเทความรักให้มากๆ เพราะเชื่อว่า ถ้าเรารักลูกมาจะทำให้ลูกไม่เสียคน ซึ่งมีส่วนถูก แต่ไม่รู้จะใช้ได้กับทุกคนหรือเปล่า ความรักคือการทุ่มเทเวลาให้กับลูกไม่ใช่ให้แต่เงิน คุณแม่จะจะตั้งใจเลี้ยงลูกมาก เขาจะรู้ว่าเราชอบอะไรก็จะตามใจ โดยเฉพาะเรื่องเรียน หรือเรื่องที่เรามาทำงานตรงนี้ ครอบครัวก็จะให้กำลังใจและแอบเห่อเล็กๆ ดีเจหนุ่ม กล่าว

     ในวัยเด็ก ดนัยภัทรเป็นเด็กเรียนดี ในระดับที่เคยได้รางวัล แต่ขณะเดียวกันเขากลับกลายเป็นบุคคลที่โลกลืม เหตุเพราะสนใจแตการเรียนจนไม่มีโอกาสทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ นั่นเองจึงทกให้เลิฟเริ่มตระหนักและคิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการสนใจทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น โดยเขากระซิบว่า พอโตเป็นวัยรุ่นการเรียนเริ่มตกลงนิดหน่อย ซึ่งอาจเพราะวิชาเรียนยากขึ้นและเปลี่ยนกลุ่มคบเพื่อนด้วย ส่วนที่เลือกเรียนนิติศาสตร์นั้น เจ้าตัวอมยิ้มก่อนจะยอมรับกลายๆ ว่า เพราะเพื่อนนั้นเอง     

      เรียนกฎหมายได้ใช้ประโยชน์
“ เทอมแรกลงทะเบียนเรียนน้อยมาก เพราะอยากรู้ว่าเราจะเรียนไหวไหม พอเรียนได้สักพักก็รู้สึกว่าเรียนได้แล้วเกรดก็ดี เลยคิดว่า เราน่าจะทำได้ อีกอย่างคือวิชากฎหมายมันเป็นอะไรที่ดี เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำธุรกิจเราอาจจะอาศัยประสบการณ์ได้ แต่อย่างกฎหมาย คือมันต้องรู้ “ ดนัยภัทร เผยถึงประโยชน์ของวิชานิติศาสตร์ที่เขาเลือกเรียน
     แม้จะออกตัวว่า ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ แต่ถึงเวลาเอาเข้าจริง ชายหนุ่มก็ทำคะแนนได้ น่าพอใจ โดยเลิฟเผยเทคนิคสำคัญในการอ่านหนังสือว่า “ การเรียนกฎหมายทำให้ ้เรามีสมาธิมากขึ้น นิ่งขึ้น เพราะเราจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือ เวลาเรียนมันสนุกแต่เวลาสอบไม่สนุกเท่าไรเพราะยาก แต่ผมจะพยายามหาวิธีลัดในการอ่านหนังสือ คือ จะจำ หลัก หรือมาตราสำคัญให้ได้ แล้วก็ใช้วิธีประยุกต์เอา หรือบางครั้งเพื่อนๆ จะอ่านหนังสือกันเยอะมาก แต่ผมจะเลือกไปอ่านข้อมสอบเก่า ย้อนหลังไปหลายๆ ปี ซึ่งพอคณะแนนออกได้มากกว่าที่เราคิดอีก ”

     เปิดโลกกว้างงานดีเจ
เมื่อโลกแห่งการเรียนรู้ ไมได้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น จึงมีโอกาสเข้ามาเป็นดีเจในคลื่นดังภายใต้การดูแลของผู้บริหารหนุ่ม “ ตุ้ย ” ธีรภัทร์ สัจจกุล ความท้าท้ายในสายงานใหม่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งได้พยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว โดยเวลาจัดรายการจะไม่ตรงกับเวลาเรียนในแต่ละวัน เพราะดนัยภัทรยืนยันว่า จะไม่ทิ้งการเรียนเด็ดขาด

     แม้การเป็นดีเจจะไม่ใช่อาชีพที่ใฝ่ฝันแต่ด้วยพื้นฐานความชอบในเสียงเพลง ทักษะและความรู้ด้านดนตรีจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักสำหรับชายหนุ่มแต่สิ่งที่จำเป็นต้องพัฒนานั้นคือการสื่อสารกับผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งเจ้าตัวหัวเราะร่วนก่อนจะบอกว่า ตอนแรกๆ พูดได้แข็งมาก “ ผมชอบฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฟังทุกแนว ไม่วาจะเป็น เพลงไทย สากล ลูกทุ่ง หมอลำ และไม่ใช่ฟังอย่างเดียว บางเพลงอย่างหมอลำก็ร้องได้วย จำได้ว่าตอนเด็กๆ กดริโมตได้ก็เปิดแต่รายการเพลง นอกจากนี้ก็ยังเรียนเป่าแซ็กโซโฟน ไวโอลิน บ้าง แต่ไม่ถึงกับเก่งมาก ” ดนัยภัทรเล่าถึงพื้นฐานด้านดนตรีที่สะสมมานา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องฝึกฝนอย่างหนักทีเดียว “ พอมาทำแล้วรู้สึกว่ายากกว่าที่คิดเยอะ เราต้องพูดให้คนเป็นล้านคนฟัง พี่ตุ้ย(ธีรภัทร์) บอกว่า ให้ฟังและคิดถึงความรู้สึกคนฟัง ฟังเพลงแล้วพูดไปตามอารมณ์ของเราในขณะนั้น การเรียนสคริปต์มันจะไม่เป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้เราก็จะต้องเตรียมด้วย ”

     ทำให้คนฟังมีความสุข
สำคัญไปกว่านั้น 1 ปีกับงานดีเจ ที่เขาสัมผัสไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่อยู่หลังไมค์ แล้วเปิดเพลงให้คนฟัง หากต้องรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม และรักษาภาพลักษณ์อันดีด้วย “ เดี๋ยวนี้ดีเจต้องทำหน้าที่ดีเจ ไปพร้อมๆกัน คนก็จะเห็นหน้าและรู้จักมากขึ้น ดังนั้นเราต้องทำตัวให้ดีไว้ก่อน แต่ก็ไม่ขาดความเป็นตัวเองไป อย่างผมเองมีคุณพ่อคุณเป็นแบบอย่าง ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่สูบบุหรี่ กินหล้า คือถ้าเราไม่ไปเที่ยวกลางคืนก็จะตัดวงโคจรต่างๆ ได้ การทำดี มันไม่ยาก ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราอยู่มากกว่าถ้าคุณมีเพื่อนดี ไม่อยู่สถานที่อโคจร การทำเลวย่อมเป็นสิ่งที่ยากกว่า ” ดีเจหนุ่ม กล่าวและย้ำเหตุผลของการวางตัวดี ไม่ใช้ ้่เพราะ ความเป็น คนนามสกุลดัง แต่เป็นเพราะไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงมากกว่า

      หากจะถามว่า ดีเจที่ดี ในมุมมองของเขา เป็นอย่างไร ชายหนุ่มกล่าวได้น่าคิดทีเดียวว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด “ เราจะทำอย่างไรให้คนฟังเขามีความสุข หรือถ้าเขามีความทุกข์ เขาจะต้องลืม และไม่ใช่แค่เวลานั้น แต่ต้องหลังจากนั้นด้วย
      นอกเหนือไปกว่านั้น เบื้องลึกในใจของชายหนุ่มวัย 21 ปี คือความตั้งใจที่เขาบอกกับตัวเองว่า เมื่อก้าวสู่อาชีพนี้ อย่างน้อย ก็ขอให้เขาได้ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้คน เป็น คนดี หรือมีรอยยิ้ม กำลังใจ ตลอดจนมองโลกในแง่ดี เพียงเท่านี้ความสุขก็เกิดขึ้นอย่างที่สุดแล้ว ส่วนหลักสำคัญในการทำงานของดีเจเสียงใส คือความตรงต่อเวลา เพราะ การจัด รายการ วิทยุเป็นรายการสด จะมาช้าไม่ได้ “ ผมจะเป็นคนตรงต่อเวลามาก และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พอทำได้ตรงนี้แล้วอย่างอื่นก็จะตามมาเอง ”
     อาจไม่ใช่เรื่องยากที่ชายหนุ่มหน้าตาดี มีความสามารถและพ่วงท้ายด้วยนามสกุลดัง จะก้าวสู่การเป็นดีเจ แต่สิ่งที่ยากมากไปกว่านั้น คือการส่งผ่านเรื่องราวดีๆ เพื่อนให้ผู้ฟังมีความสุขมากที่สุด.
Assumption University of Thailand - www.au.edu
Bangkok 10240 Thailand Tel. (662) 723-2100-3 / Webmaster